รักเขา เออออไปกับเขาคือให้ร้ายเขา รังแกเขา พ่อแม่ล้วนให้ร้ายลูก เอาอกเอาใจ รักไม่ลืมหูลืมตาจนทำ
ให้ลูกไม่เอาการงาน ที่บ้านมีลูกเสเพลหนึ่งคน ลูกยิ่งถลุงเงินพ่อแม่ ลูกก็ยิ่งงกเงินจึงเหมือนกำลังผลักลูกลงนรก
ยังกลับไปโทษลูกว่าไม่รักดี กลัวลูกจะตกทุกข์ได้ยากจึงหาเงินทุกวิถีทางเพื่อสะสมสมบัติไว้ให้ลูกหลาน ซึ่งมัน
จะต่างอะไรกับสะสมยาพิษไว้ให้
พ่อแม่เองสร้างบาปเวร ลูกหลานรับบาปไปกรรมสนองเอง พ่อแม่เกรงว่าลูกจะตกระกำลำบาก ซื้อที่ทางบ้าน
ช่องเก็บสังหาริมทรัพย์นับคณา เผื่อไว้ให้ลูกหลานพอใช้ตลอดไป
พ่อแม่อย่างนี้ไม่ใช่เมตตารักใคร่ลูกหลาน แต่กำลังรังแกลูกหลาน เพราะคิดว่าลูกหลานจะไม่อาจทำมาหากินได้
ไม่มีแรงหาข้าวกิน จึงเตรียมให้เต็มที่
ต่อผู้อื่นขูดรีด คิดเล็กคิดน้อย เพื่อพอกพูนไว้ให้ลูกหลาน ลูกหลานไม่เคยต้องเคี่ยวกรำต่อประสบกานณ์ทำงาน
รู้แต่ดื่มกินเที่ยวเล่นสูขสบาย สุดท้ายจึงไม่มีแรงหาข้าวกินเองจริง ๆ พ่อแม่อย่างนี้น่าหัวเราะไหม ลูกหลานอย่างนี้
น่าสงสารไหม ในบ้านเมืองพุทธทุกคนเห็นหน้ากันก็ผูกบุญสัมพันธ์บ้านเมืองบนสวรรค์ทุกคนเห็นหน้ากันก็มีความสุข
ทุกคนในทะเลทุกข์ เห็นหน้ากันก็เจ็บซ้ำรำคาญกัน ทุกคนในนรก เห็นหน้ากันก็เคียดแค้นชิงชังกัน
ทุกคนที่ประจันหน้าเข้ามา ไม่ว่าจะมีบุญสัมพันธ์หรือเจ้ากรรมนายเวร ล้วนเป็นไปตามกระแสกรรมที่ทำร่วมกันมา
จะไม่รู้ไม่ได้ พึงรู้ว่าเวรกรรมเราทำมาเอง บุญสัมพันธ์เราก็สมานมาเอง
พ่อสร้างสมสมบัติ ลูกผลาญสมบัติ เป็นเหตุต้นผลตามมาประจันหน้า หากสั่งสมต่อไปเท่ากับผลักลูกลงนรก
คนที่ต้องรองรับอารมณ์ รองรับความทุกข์รับไปแล้วหนึ่งส่วนก็จบสิ้นไปหนึ่งส่วน เอาความตายเป็นส่วนรับเท่ากับ
จบสิ้นกันไป ขุ่นข้องขัดเคืองคือผูกเวร สมองโดนพิษร้าย คนทั่วไปพอลูกไม่ดีก็ขัดเคือง ไม่รู้ว่าที่ลูกไม่ดีเพราะดวง
ของเราไม่ดี เรียกให้บำเพ็ญชีวิตไม่บำเพ็ญ กลับคุมแค้นลูก ๆ เหมือนไม่รักชีวิตเสียจริง ๆ
ลูก ๆ ทำความผิด พ่อแม่จะต้องผ่อนปรน ชี้แนะนำพา จะต้องตำหนิตน ทำตัวให้เที่ยงตรงนานวันเข้าลูก
ก็จะสำนึกแก้ไข นี่เรียกว่ามโนธรรมสำนึกรู้ถูกผิดม่ายเช่นนั้น โทษกัน เกลียดชังกัน นานวันกลับกลายเป็นความแค้น
ลูกเต้าเป็นผู้สืบสานคุณธรรมของบรรพชน เคืองแค้นเขาคือ ข่มแหงน้ำใจบรรพชน
ลูก ๆ ที่กตัญญู ได้มาจากคุณธรรมของต้นตระกูล ล้างผลาญได้มาจากบาปเวรของต้นตระกูล ใคร่รู้ว่าลูกจะสำเร็จ
หรือล้มเหลว ให้ดูความประพฤติของตนเองว่าเป็นคุณธรรมหรือบาปเวร
ชาวโลกชอบว่าเขา"ขาดคุณธรรม" ผู้ถูกว่าก็จะโกรธ แต่คนที่ว่าไม่รู้จักย้อนมองส่องตน ฉันเห็นว่าการได้ บุตร
ภรรยา พี่น้องที่ไม่เจริณก้าวหน้า ไม่รู้จักละอายก็เพราะเหตุที่เราเองขาดคุณธรรม เราจึงจะต้องพยายามสร้าง
คุณธรรมมาเติมเต็ม พอนานวันเข้า ใจไม่เปลี่ยนไปจากคุณธรรม เขาเหล่านั้นก็จะปรับเปลี่ยนได้ ถ้าไม่เติมเต็ม
ด้วยคุณธรรมจากเรา เอาแต่เคืองแค้นตบตีด่าว่า เขาก็จะยังใช้การไม่ได้
เมื่อก่อนมีหญิงคนหนึ่งอุ้มลูกมาถามฉันว่า "ท่านช่วยดูซิ ลูกคนนี้ของฉันจะเป็นอย่างไร" ฉันว่า "น่าขันแป้งสาลี
ที่เธอนวดเอง ไส้เกี๊ยวที่เธอปรุงเอง ห่อเป็นลูกเกี๊ยวออกมาแล้ว ไม่รู้เป็นแป้งอะไร ไส้อะไร กลับจะต้องมาถามฉัน
นี่เป็นหลักเดียวกันกับทำนา ตัวเองลงพืชพันธ์อะไร ก็เก็บผลพืชพันธ์นั้นซิ
ลูกชายฉันชื่อ "กั๋วฮว๋า" ถามฉันว่า พ่ออรรถาธรรมให้หญิงชายมากมายฟัง บอกว่าสร้างคุณธรรม คุณธรรม
ที่ไหนหรือ ฉันตอบว่า เมื่อครั้งรับจ้างทำนา ปีหนึ่งพ่อได่ค่าแรงเจ็ดสิบพวง(สตางค์) แต่ตอนนี้เธอได้หนึ่งร้อยเหรียญ
เธอเก่งกว่าพ่อ นี่เพราะพ่อมีคุณธรรม วันข้างหน้าถ้าลูกเธอเก่งกว่าเธอ ก็คือเธอมีคุณธรรม วันนั้นถ้าลูกถามฉันอีกว่า
ลูกของเขาจะเก่งกว่าเขาได้อย่างไร ฉันก็จะบอกเขาว่า "จงเอาเงินที่หาได้หกในสิบส่วน (60%) ออกมาสร้าง
บุญทานสงเคราะห์ อีกสี่ส่วน (40%) ใช้จ่ายในครอบครัว ทำอย่างนี้ลูกของเธอจะต้องเก่งกว่าเธอแน่นอน
ครอบครัวสมัยเก่า ประมุขของบ้านชอบทำตัวเป็นผีตื่นเช้าขึ้นมา ถ้าไม่ว่ากล่าวคนโน้นตวาดคนนี้ ถึงกับด่าคน
ตีคน โกรธขึ้นมาคือผี ส่วนฉันชอบทำตัวเป็นเทพ เห็นใครทำไม่ถูกฉันก็หัวเราะ อารมณ์ดีคือเทพ เทพเข้า
ประทับร่าง จะไม่ทำร้ายใครขณะนั้นจะไม่ว่ากล่าว สองสามวันผ่านไปอารมณ์ดีแล้วหรือเขาถามฉันหรือฉันถามเขา
พูดว่าเหตุผลกันให้เข้าใจ เขาก็สำนึกผิดแก้ไข แม้แต่เด็กดื้อก็พูดให้หายดื้อ ขี้แยก็ชมว่าไม่ขี้แย นานวันเข้า
ก็ปรับเปลี่ยนไปได้ คนมีนิสัยใจคอของคน สัตว์มีนิสัยใจคอของสัตว์ รู้นิสัยใจคอของคน ก็จะฉุดนำเขาสู่เส้น
ทางธรรมได้ รู้นิสัยใจคนของสัตว์ จึงจะใช้งานเขาได้ ออกห่างจากธรรมะของสัตว์ จะไม่มีวาสนาได้ใช้ประโยชน์
จากสัตว์ ออกห่างจากธรรมะของคนก็จะไม่มีวาสนาไดใช้ประโยชน์จากคน ถ้าก้าวก่ายบงการเขา เขาจะไม่ยอมรับ
แน่นอน จะต้องรู้จักนำพาคนชมข้อดีของเขา หยิบยกด้านสว่างของเขา เขาจึงยินดีทำตาม
ส่วนของสัตว์นั้นจะต้องให้เขาอุ่นใจ ไม่ควรด่าตี คนกับสัตว์มีหลักเดียวกัน คือเข้าถึงจิตใจ แต่คนมักชอบ
เคี่ยวเข็ญ บงการทารุณสัตว์ เท่ากับผลักไสเขาลงนรก
พ่อแม่จะต้องรู้ความดีของลูก ซึ่งแม้ตำหนิเขาก็ยินดีจึงกล่าวว่า"หาความดี คือเปิดหนทางสวรรค์" ธรรมะเป็นวิถี
สู่ฟ้า ทุกคนล้วนมีอยู่ ไม่ได้หายหากไปจากคน เพราะคนกำเนิดจากฟ้า วิถีสู่ฟ้า (ธรรมะ) เราวอนขอเมื่อไรฟ้าตอบ
สนองเมื่อนั้น จะใช้เมื่อไรได้ใช้เมื่อนั้น ฟ้าเบื้องบนไม่เคยลืมคน
อย่างคนที่เป็นพ่อแม่ ถ้าทุกวันเฝ้าถามว่าฉันจะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้อย่างไร ร้อยวันผ่านไป ได้ชีวิตทางธรรมแน่นอน
มีข้อธรรมใดที่ไม่เป็น ถ้าถามให้จริงจัง วันหนึ่งจะต้องเข้าใจได้ แต่ถ้าหากทำอะไรไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่บุพการี ก็เท่ากับลืมฟ้าเบื้องบนเสียสิ้น ฟ้าก็จะไม่สนใจเรา
มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงที่จะเป็นคน ก็จะเป็นคนได้จริง มั่นคงอย่างนี้ได้ก็คือพุทธะ ใจเป็นพุทธะเทพยดาก็จะมา
คุ้มครองรักษา เอาความมุ่งหมายเป็นหลักก็ก่อเกิดสุขได้ เกิดสุขก็คือเทพ
หลังจากที่ฉันเข้าใจธรรมะแล้ว ภรรยาว่าร้ายทำลายฉัน ลูกก็ใส่ไคล้ เพื่อนตัดสัมพันธ์ เขาแบ่งแยกแต่ฉัน
ไม่โกรธพวกเขา ปีนั้น( ปีหมินกั๋วที่สิบ พ.ศ.2464) ฉันประชุมอยู่ที่สกุลฟั่น ลูกชายของฉันขึ้นแท่นบรรยายคัดค้านฉัน
ขับต้อนฉัน สีหน้าท่าทางน้ำเสียงเกรี้ยวกรวดเอาไม้ที่ชี้กระดานดำฟาดจนแตกละเอียด ทุกคนในที่นั้นไม่พอใจ จะสั่ง
สอนลูกชายแทนฉัน ฉันบอกว่า "ไม่ได้ ลูกชายกลัว่วาฉันจะทำเสียเรื่องนะ จึงเดินทางไกลมาขัดขวางฉัน" ฉันไม่ได้
สะเทือนใจเลย นับว่าฉันมีฐานะเป็นพ่อได้ ถ้าหากฉันเกิดโทสะด่าตีเขา ฉันก็ไม่มีธรรมะ
ลูกหญิงชายเป็นสมบัติของโลก มีปัญญาความสามารถควรบริการรับใช้โลกนี้ ถ้าคนที่เป็นพ่อแม่เก็บลูกไว้ใช้งาน
บ้านตน อาศัยประโยชน์จากความกตัญญูของเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็จะนับว่า พ่อแม่ขาดความเมตตา