collapse

ผู้เขียน หัวข้อ: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋  (อ่าน 31399 ครั้ง)

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
      รักเขา เออออไปกับเขาคือให้ร้ายเขา รังแกเขา พ่อแม่ล้วนให้ร้ายลูก เอาอกเอาใจ รักไม่ลืมหูลืมตาจนทำ
ให้ลูกไม่เอาการงาน  ที่บ้านมีลูกเสเพลหนึ่งคน ลูกยิ่งถลุงเงินพ่อแม่ ลูกก็ยิ่งงกเงินจึงเหมือนกำลังผลักลูกลงนรก
ยังกลับไปโทษลูกว่าไม่รักดี กลัวลูกจะตกทุกข์ได้ยากจึงหาเงินทุกวิถีทางเพื่อสะสมสมบัติไว้ให้ลูกหลาน ซึ่งมัน
จะต่างอะไรกับสะสมยาพิษไว้ให้
      พ่อแม่เองสร้างบาปเวร ลูกหลานรับบาปไปกรรมสนองเอง พ่อแม่เกรงว่าลูกจะตกระกำลำบาก ซื้อที่ทางบ้าน
ช่องเก็บสังหาริมทรัพย์นับคณา เผื่อไว้ให้ลูกหลานพอใช้ตลอดไป
      พ่อแม่อย่างนี้ไม่ใช่เมตตารักใคร่ลูกหลาน แต่กำลังรังแกลูกหลาน เพราะคิดว่าลูกหลานจะไม่อาจทำมาหากินได้
ไม่มีแรงหาข้าวกิน จึงเตรียมให้เต็มที่
      ต่อผู้อื่นขูดรีด คิดเล็กคิดน้อย เพื่อพอกพูนไว้ให้ลูกหลาน ลูกหลานไม่เคยต้องเคี่ยวกรำต่อประสบกานณ์ทำงาน
รู้แต่ดื่มกินเที่ยวเล่นสูขสบาย สุดท้ายจึงไม่มีแรงหาข้าวกินเองจริง ๆ พ่อแม่อย่างนี้น่าหัวเราะไหม ลูกหลานอย่างนี้
น่าสงสารไหม ในบ้านเมืองพุทธทุกคนเห็นหน้ากันก็ผูกบุญสัมพันธ์บ้านเมืองบนสวรรค์ทุกคนเห็นหน้ากันก็มีความสุข
ทุกคนในทะเลทุกข์ เห็นหน้ากันก็เจ็บซ้ำรำคาญกัน ทุกคนในนรก เห็นหน้ากันก็เคียดแค้นชิงชังกัน
      ทุกคนที่ประจันหน้าเข้ามา ไม่ว่าจะมีบุญสัมพันธ์หรือเจ้ากรรมนายเวร ล้วนเป็นไปตามกระแสกรรมที่ทำร่วมกันมา
จะไม่รู้ไม่ได้ พึงรู้ว่าเวรกรรมเราทำมาเอง บุญสัมพันธ์เราก็สมานมาเอง
      พ่อสร้างสมสมบัติ ลูกผลาญสมบัติ เป็นเหตุต้นผลตามมาประจันหน้า หากสั่งสมต่อไปเท่ากับผลักลูกลงนรก
คนที่ต้องรองรับอารมณ์ รองรับความทุกข์รับไปแล้วหนึ่งส่วนก็จบสิ้นไปหนึ่งส่วน เอาความตายเป็นส่วนรับเท่ากับ
จบสิ้นกันไป  ขุ่นข้องขัดเคืองคือผูกเวร สมองโดนพิษร้าย คนทั่วไปพอลูกไม่ดีก็ขัดเคือง ไม่รู้ว่าที่ลูกไม่ดีเพราะดวง
ของเราไม่ดี เรียกให้บำเพ็ญชีวิตไม่บำเพ็ญ กลับคุมแค้นลูก ๆ เหมือนไม่รักชีวิตเสียจริง ๆ
      ลูก ๆ ทำความผิด พ่อแม่จะต้องผ่อนปรน ชี้แนะนำพา จะต้องตำหนิตน ทำตัวให้เที่ยงตรงนานวันเข้าลูก
ก็จะสำนึกแก้ไข นี่เรียกว่ามโนธรรมสำนึกรู้ถูกผิดม่ายเช่นนั้น โทษกัน เกลียดชังกัน นานวันกลับกลายเป็นความแค้น
ลูกเต้าเป็นผู้สืบสานคุณธรรมของบรรพชน เคืองแค้นเขาคือ ข่มแหงน้ำใจบรรพชน
     ลูก ๆ ที่กตัญญู ได้มาจากคุณธรรมของต้นตระกูล  ล้างผลาญได้มาจากบาปเวรของต้นตระกูล ใคร่รู้ว่าลูกจะสำเร็จ
หรือล้มเหลว ให้ดูความประพฤติของตนเองว่าเป็นคุณธรรมหรือบาปเวร
     ชาวโลกชอบว่าเขา"ขาดคุณธรรม" ผู้ถูกว่าก็จะโกรธ แต่คนที่ว่าไม่รู้จักย้อนมองส่องตน ฉันเห็นว่าการได้ บุตร
 ภรรยา พี่น้องที่ไม่เจริณก้าวหน้า ไม่รู้จักละอายก็เพราะเหตุที่เราเองขาดคุณธรรม เราจึงจะต้องพยายามสร้าง
คุณธรรมมาเติมเต็ม พอนานวันเข้า ใจไม่เปลี่ยนไปจากคุณธรรม เขาเหล่านั้นก็จะปรับเปลี่ยนได้ ถ้าไม่เติมเต็ม
ด้วยคุณธรรมจากเรา เอาแต่เคืองแค้นตบตีด่าว่า เขาก็จะยังใช้การไม่ได้
    เมื่อก่อนมีหญิงคนหนึ่งอุ้มลูกมาถามฉันว่า "ท่านช่วยดูซิ ลูกคนนี้ของฉันจะเป็นอย่างไร" ฉันว่า "น่าขันแป้งสาลี
ที่เธอนวดเอง ไส้เกี๊ยวที่เธอปรุงเอง ห่อเป็นลูกเกี๊ยวออกมาแล้ว ไม่รู้เป็นแป้งอะไร ไส้อะไร กลับจะต้องมาถามฉัน
นี่เป็นหลักเดียวกันกับทำนา ตัวเองลงพืชพันธ์อะไร ก็เก็บผลพืชพันธ์นั้นซิ
     ลูกชายฉันชื่อ "กั๋วฮว๋า" ถามฉันว่า พ่ออรรถาธรรมให้หญิงชายมากมายฟัง บอกว่าสร้างคุณธรรม คุณธรรม
ที่ไหนหรือ ฉันตอบว่า เมื่อครั้งรับจ้างทำนา ปีหนึ่งพ่อได่ค่าแรงเจ็ดสิบพวง(สตางค์) แต่ตอนนี้เธอได้หนึ่งร้อยเหรียญ
เธอเก่งกว่าพ่อ นี่เพราะพ่อมีคุณธรรม วันข้างหน้าถ้าลูกเธอเก่งกว่าเธอ ก็คือเธอมีคุณธรรม วันนั้นถ้าลูกถามฉันอีกว่า
ลูกของเขาจะเก่งกว่าเขาได้อย่างไร ฉันก็จะบอกเขาว่า "จงเอาเงินที่หาได้หกในสิบส่วน (60%) ออกมาสร้าง
บุญทานสงเคราะห์ อีกสี่ส่วน (40%) ใช้จ่ายในครอบครัว ทำอย่างนี้ลูกของเธอจะต้องเก่งกว่าเธอแน่นอน
     ครอบครัวสมัยเก่า ประมุขของบ้านชอบทำตัวเป็นผีตื่นเช้าขึ้นมา ถ้าไม่ว่ากล่าวคนโน้นตวาดคนนี้ ถึงกับด่าคน
ตีคน โกรธขึ้นมาคือผี  ส่วนฉันชอบทำตัวเป็นเทพ เห็นใครทำไม่ถูกฉันก็หัวเราะ อารมณ์ดีคือเทพ เทพเข้า
ประทับร่าง จะไม่ทำร้ายใครขณะนั้นจะไม่ว่ากล่าว สองสามวันผ่านไปอารมณ์ดีแล้วหรือเขาถามฉันหรือฉันถามเขา
พูดว่าเหตุผลกันให้เข้าใจ เขาก็สำนึกผิดแก้ไข แม้แต่เด็กดื้อก็พูดให้หายดื้อ ขี้แยก็ชมว่าไม่ขี้แย นานวันเข้า
ก็ปรับเปลี่ยนไปได้ คนมีนิสัยใจคอของคน สัตว์มีนิสัยใจคอของสัตว์ รู้นิสัยใจคอของคน ก็จะฉุดนำเขาสู่เส้น
ทางธรรมได้ รู้นิสัยใจคนของสัตว์ จึงจะใช้งานเขาได้ ออกห่างจากธรรมะของสัตว์ จะไม่มีวาสนาได้ใช้ประโยชน์
จากสัตว์ ออกห่างจากธรรมะของคนก็จะไม่มีวาสนาไดใช้ประโยชน์จากคน ถ้าก้าวก่ายบงการเขา เขาจะไม่ยอมรับ
แน่นอน จะต้องรู้จักนำพาคนชมข้อดีของเขา หยิบยกด้านสว่างของเขา เขาจึงยินดีทำตาม
     ส่วนของสัตว์นั้นจะต้องให้เขาอุ่นใจ ไม่ควรด่าตี  คนกับสัตว์มีหลักเดียวกัน คือเข้าถึงจิตใจ แต่คนมักชอบ
เคี่ยวเข็ญ บงการทารุณสัตว์ เท่ากับผลักไสเขาลงนรก
     พ่อแม่จะต้องรู้ความดีของลูก ซึ่งแม้ตำหนิเขาก็ยินดีจึงกล่าวว่า"หาความดี คือเปิดหนทางสวรรค์" ธรรมะเป็นวิถี
สู่ฟ้า ทุกคนล้วนมีอยู่ ไม่ได้หายหากไปจากคน เพราะคนกำเนิดจากฟ้า วิถีสู่ฟ้า (ธรรมะ) เราวอนขอเมื่อไรฟ้าตอบ
สนองเมื่อนั้น จะใช้เมื่อไรได้ใช้เมื่อนั้น ฟ้าเบื้องบนไม่เคยลืมคน
     อย่างคนที่เป็นพ่อแม่ ถ้าทุกวันเฝ้าถามว่าฉันจะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้อย่างไร ร้อยวันผ่านไป ได้ชีวิตทางธรรมแน่นอน
มีข้อธรรมใดที่ไม่เป็น ถ้าถามให้จริงจัง วันหนึ่งจะต้องเข้าใจได้ แต่ถ้าหากทำอะไรไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่บุพการี ก็เท่ากับลืมฟ้าเบื้องบนเสียสิ้น ฟ้าก็จะไม่สนใจเรา
     มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงที่จะเป็นคน ก็จะเป็นคนได้จริง มั่นคงอย่างนี้ได้ก็คือพุทธะ ใจเป็นพุทธะเทพยดาก็จะมา
คุ้มครองรักษา เอาความมุ่งหมายเป็นหลักก็ก่อเกิดสุขได้ เกิดสุขก็คือเทพ
     หลังจากที่ฉันเข้าใจธรรมะแล้ว ภรรยาว่าร้ายทำลายฉัน ลูกก็ใส่ไคล้ เพื่อนตัดสัมพันธ์ เขาแบ่งแยกแต่ฉัน
ไม่โกรธพวกเขา  ปีนั้น( ปีหมินกั๋วที่สิบ พ.ศ.2464) ฉันประชุมอยู่ที่สกุลฟั่น ลูกชายของฉันขึ้นแท่นบรรยายคัดค้านฉัน
ขับต้อนฉัน สีหน้าท่าทางน้ำเสียงเกรี้ยวกรวดเอาไม้ที่ชี้กระดานดำฟาดจนแตกละเอียด ทุกคนในที่นั้นไม่พอใจ จะสั่ง
สอนลูกชายแทนฉัน ฉันบอกว่า "ไม่ได้ ลูกชายกลัว่วาฉันจะทำเสียเรื่องนะ จึงเดินทางไกลมาขัดขวางฉัน" ฉันไม่ได้
สะเทือนใจเลย นับว่าฉันมีฐานะเป็นพ่อได้ ถ้าหากฉันเกิดโทสะด่าตีเขา ฉันก็ไม่มีธรรมะ
     ลูกหญิงชายเป็นสมบัติของโลก มีปัญญาความสามารถควรบริการรับใช้โลกนี้ ถ้าคนที่เป็นพ่อแม่เก็บลูกไว้ใช้งาน
บ้านตน อาศัยประโยชน์จากความกตัญญูของเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็จะนับว่า พ่อแม่ขาดความเมตตา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10/08/2553, 09:45 โดย jariya1204 »

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
    ช่วงเวลาที่ฉันเฝ้าสุสาน (รัสสมัยชิงกวางสูปีที่27-30) ฉันรู้ว่าคนที่ทุกข์ยากลำบากที่สุดในโลกคือ""แม่""ผู้หญิง
ฉันจึงเกิดความมุ่งมั่นจะก่อตั้งโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์สตรี ให้เธอมีความรู้ความสามารถกัน
    จะก่อตั้งชมรมคุณธรรม สอนผู้หญิงให้ศึกษาธรรม ให้เธอแจ้งใจในหลักธรรม ยืนหยัดใช้ชีวิตด้วยตนเองได้ไม่ต้อง
เหนื่อยยากแก่ผู้ชาย นี่คือยกระดับฐานะของผู้หญิง ช่วยผู้หญิงให้พ้นทุกข์ได้สุข คนโบราณว่า ผู้หญิงไม่มีความรู้ก็จะ
ต้องให้มีคุณธรรม คำพูดนี้ไม่ยุติธรรม ผู้หญิงถ้าไม่ได้ร่ำเรียนไม่มีความรู้จะแจ้งใจในหลักธรรมได้อย่างไร
    สมัยราชวงศ์โจว มีอริยมารดาสามท่านจึงได้ให้กำเนิดกษัตริย์สองสมัยคือ อริยกษัตริย์โจวเหวินหวัง - โจวอู่อ๋วง
อีกท่านหนึ่งคือมารดาของท่านเมิ่งจื่อ "อริยปราชญ์ฟื้นฟูจรรโลงธรรม" เพื่อการพัฒนาสร้างสรรค์คุณภาพเผ่าพันธ์
มนุษย์ให้ดี จะต้องเริ่มจากให้การศึกษาแก่เพศแม่ ภายหน้าเข้าถึงยุคโลกเอกภาพผูหญิงเป็นข้าราชการปกครอง
บ้านเมือง หน้าที่ที่ผู้ชายทำได้ หญิงก็ทำได้ ไม่ใช่เอาแต่อิงอาศัยอย่างนี้ก็จะไม่ถูกผู้ชายกดขี่รังแก จึงจะพ้นทุกข์
ได้สุขจริง คนโบราณไม่ให้ผู้หญิงร่ำเรียนช่งนั้นฉันก่อตั้งโรงเรียนสตรี แต่ทางการล้มล้างเสียทุกทีเขาล้มล้างที่นี่
ฉันก็ไปตั้งที่อื่นต่อ ภายหลังบ้านเมืองเองก็ก่อตั้งโรงเรียนสตรี ความมุ่งมาดปรารถนาของฉันเป็นอันบรรลุผล
     ฉันก่อตั้งชมรมคุณธรรมอีก เพื่อให้ผู้หญิงแจ้งใจในหลักธรรม กล่อมเกลาชาวโลก นี่ก็เป็นเรื่องเบิกฟ้า
บรรพกาลที่ไม่เคยมีมาก่อน ลูกชายวิพากษ์ฉันว่า"ทำอะไรแปลก ๆ "ลูกไม่รู้ว่าที่ฉันสอนผู้หญิงนั่นคือกำลัง
พลิกโลกขึ้นมา
     อริยปราชญ์โบราณมุ่งสอนแต่ผู้ศึกษาชาย เรียกว่า"เบิกฟ้า" เป็นอันดับแรก บัดนี้ฉันสอนผู้ศึกษาหญิง เรียกว่า "
"แผ้วแผ่นดิน"จากนี้สิ้นภัยได้เจริญ
     ผู้หญิงล้วนแจ้งใจในธรรมได้ แปรเปลี่ยนอนุสัยกล่อมเกลาฟูมฟักจิตญาณจากฟ้า รู้รักศรัทธาจริงใจไม่วุ่นวาย
สับสนกังวลใจ ผู้หญิงมีจิตใจอย่างไร ก็จะให้กำเนิดลูกที่มีจิตใจอย่างนั้น ไม่ผิดเลย
     ผู้ชายปรับแปรกล่อมเกลาจิตญาณเรียกว่า"ฟ้าใส" หญิงปรับแปรกล่อมเกลาจิตญาณเรียกว่า "แผ่นดินสงบ"
ฟ้าใส แผ่นดินสงบ จึงจะได้ลูกดุจกุมารเทพ
     เรามีชีวิตอยู่ในโลก ข้อหนึ่ง อย่าหลง ทุกคนเคารพยกย่องฉัน ศรัทธาเชื่อถือฉันว่าฉันมีธรรมะนี่ก็คือหลง
ธรรมะทุกคนต่างมีอยู่กับตัว มั่นคงในไว้ในสถานภาพตนได้ ดำเนินชีวิตก็จะสอดคล้องกับธรรมะแล้ว
     สมมุติว่า ผู้หญิงอยากจะเอาอย่างท่านจอมมารดาของอริยปราชญ์เมิ่งจื่อ ท่านจอมมารดาเมิ่งยืนหยัดได้
ด้วยตัวของท่านเอง อบรมบุตรให้ล้ำเลิศได้ ท่านจึงเป็น"จอมมารดาอาจารย์"แก่ผู้หญิงตลอดนิรันดร์กาล
ผู้หญิงทั้งหลายสามารถตั้งความมุ่งมั้นเจริญรอยเยี่ยงท่าน จะไม่ใช่จอมมารดาอาจารย์เมิ่งคนที่สองหรือ
ธรรมะในจอมมารดาอาจารย์เมิ่ง จะไม่ใช่ธรรมะอย่างเดียวกันในตัวของพวกเธอหรือ
     ผู้หญิงมีทุกข์มากเพราะไม่รู้ความเพียงพอ อีกทั้งไม่รู้จักความพอดี เห็นใครมีอะไร ก็อยากได้บ้าง ไม่รู้ว่า
บุญวาสนาของตัวเองกับเขานั้นต่างกัน ค่านิยมจึงเสียหายสามีจะลำบากใจ เธอไม่คำนึง สนใจแต่ว่าจะต้องมี
เครื่องประดับสวมใส่ให้ได้ มองดูคนอย่างบางเบา มองดูวัตถุหนาหนักสำคัญ คิดว่าสามีเหนื่อยยากลงแรงเป็น
การสมควรจึงเฉยเมย บ้างเจ้ากี้เจ้าการควบคุมบงการ เบาหน่อยก็เผด็จการพาสามีทิ้งพ่อแม่ของเขาออกไป
ใช้ชีวิตตามลำพัง หนักหน่อยก็ทำให้สามีถึงแก่ความตายเพราะ"ดวงร้าย"ของเธอทำตามอารมณ์พอใจ
อย่างนี้ทำไมจะไม่มีโทษบาป ถ้ามีลูกก็ยากที่จะได้ลูกดีมีศักดิ์ศรี

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382

       ธรรมะอยู่เบื้องล่างไม่ใช่เบื้องสูง เบื้องสูงมีอันตราย เบื้องล่างจึงจะมีธรรมะ คนหากสูงส่งแล้วโน้มลง
จึงจะสูงส่ง  อุ้มชูคนโง่ได้ จึงจะเป็นปราชญ์เมธี เช่นคุณครู หลิวจิ้งอี เดิมทีเป็นผู้บำเพ็ญพรหมจรรย์ อยู่กับบ้าน
เธอสำนึกรู้แจ้งธรรมะของความเป็นหญิง ยอมตัวใช้ชีวิตคู่อยู่กับนายหลี่หย่งเฉิง ทั้งที่โง่ทั้งทึ่ม เป็นผู้ชายที่
แค่เอื้อมมือก็ได้มา ไม่ต้องลงแรง
       ธรรมะ พอย่อตัวลงก็เกิดสิ่งสูงส่ง พอยืดตัวขึ้นก็เกิดความโลภไม่พอ พอหดตัวให้เล็กลงก็เกิดความ
แน่นหนา แต่พอแผ่ (อวดตัว)ให้ใหญ่มันก็จะพองทันที
       คนอื่นเหนือกว่าเธอ เธอจะไม่เกิดความสูงส่ง คุณครูผู้หญิงไม่รังเกียจที่หลี่หย่งเฉิงโง่ทึ่ม เธอจึงเป็น
เมธากัลยาณี ชาวโลกทั่วไปล้วนรู้แต่รุกไม่รู้ถอย เหมือนการสู้รบบุกเข้าค่ายแล้วไม่อาจทะลายค่าย จะไม่ถูก
ทำร้ายได้อย่างไร ก็เหมือนคนเป็นสะใภ้ ยังไม่ออกเรือนไป ไม่รู้ธรรมะของบ้านสามีในอนาคต สู่เรือนเขาแต่
ไม่รู้ความดีของทุกคนในเรือนเขา  นี่คือรู้รุกไม่รู้รับ จึงห่างทางธรรม
      ห่างธรรมแต่หวังให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง หวังให้ลูกหลานก้าวหน้าอย่างนี้มิใช่ ""ขึ้นต้นไม้หาปลา""--
หาปลาบนต้นไม้""ดอกหรือ
      ไม่มี""เหตุต้นผลตาม""จะไม่ก่อเกิดสหาโลก  ไม่มีโทษบาป ไม่เกิดกายเป็นหญิง เมื่อเกิดเป็นคน ก็ควรจะ
ดำเนินทางธรรม มนุษยธรรมสมบูรณ์ เข้าึถึงโลกุตรธรรมเบื้องบน เสียดายที่คนล้วนไม่เข้าใจคิดแต่จะเสพสุช
วาสนา ไม่รู้จักดำเนินธรรมให้สมบูรณ์  บ้างกลัวรับทุกข์จากการให้กำเนิดเลี้ยงดูลูก ถือพรหมจรรย์ไปบวชเสีย
นี่คือวิ่งสวนทางกับธรรมะ
      ข้างบนไม่อาจฉุดช่วยวิญญาณบรรพชน ข้างล่างไม่อาจปรกคุณแก่ลูกหลาน ก็คือไม่กตัญญู เกิดมากินอยู่
แต่งตัวเพื่อรอวันตาย ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ชาวโลก เรียกว่าปล่อยชีวิตให้เสียเปล่า
      ลำพังพลังอินไม่อาจสร้างสรรค์ก่อเกิด อย่างนี้เรียกว่าละทิ้งตนเอง  คนเกิดได้จาก อิน + หยาง ธรรมะอยู่
ท่ามอินกับหยาง เจนจบธรรมชาติได้ไม่ทุกข์ กลัวทุกข์โดยไม่ทำความถึงซึ่งธรรมะ คือฝืนครรลองฟ้า จะบรรลุ
ธรรมได้อย่างไร  ในโลกนี้ทุกข์ที่สุดคือ หญิงม่าย โบราณเมื่อสามีตาย รักษาความเป็นม่าย คือประเสริฐศรี
นั่นก็ไม่ถูกต้องทั้งหมดต่อธรรมะ ไม่ใช่สภาพของหญิงม่ายทุกคนจะต้องรักษาไว้อย่างเดียวกัน
      หากพ่อปู่แม่ย่าชราวัย ไม่มีใครรับใช้ดูแลรักษา ลูกเต้าเยาว์วัยไม่มีใครเลี้ยงดูอุ้มชู หรือตนเองเป็นคนรักสงบ
อย่างนี้ครองม่ายไว้  ถ้าห่วงใยความร่ำรวย (กลังแมงดา) เรียกว่า"ครองทรัพย์ " ถ้ากลัวแต่งใหม่ จะได้รับทุกข์ยาก
นั่นเรียกว่า "ครองกาย" แต่ถ้าหากครองม่ายแล้วมีแต่กลัดกลุ้มป่วยไข้นั่นเรียกว่า "ครองทุกข์" จะต้องดำเนินธรรม
จึงจะเรียกว่า"ครองศุจิธรรม ความจงรักบริสุทธิ์"
      ผู้ชายทิ้งพ่อแม่ ตัวเองตายไปก็เท่ากับ "พร่องกตัญญู" ภรรยาม่ายจะต้องทำหน้าที่กตัญญูแทนสามี จึงจะถูกต้อง
ตามทำนองคลองธรรมฉะนั้นผู้ครองม่ายภาระจะยิ่งหนักยังจะโอหังรังแกใครได้อีกหรือจะไม่ท้อใจไม่ทะยานอยู่ได้หรือ

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
      หญิงสาว อารมณ์ จิตใจ จะต้องเหมือนปุยฝ้าย มีความมุ่งมันใฝ่ดีเป็นรากฐาน จิตใจใฝ่แฝงความดีของใคร ๆ
ร่างกายแข็งแรง เอาการเอางาน เชิดชูครอบครัวให้สมบูรณ์เป็นหน้าที่ตน เป็นดวงดาวศรีสง่าอันมีค่าของครอบครัว
      สะใภ้ จิตใจจะต้องเย็นเรียบเหมือนน้ำ เจตนารมณ์จะต้องสุขุมเป็นรากฐาน สังขารจะต้องว่องไวขันแข็ง จะต้อง
สำนึกคุณของครอบครัว เอาการเชิดชูของครอบครัวให้สมบูรณ์งามเป็นหน้าที่ตน เป็นดวงดาวปิติยินดีอันมีค่าของครอบครัว
      แม่เฒ่า อารมณ์จิตใจจะต้องเหมือนเถ้าถ่าน มีความมุ่งหมายใฝ่คุณธรรมเป็นรากฐาน กายจะต้องมั่นคง ใจใฝ่
ธรรมะของมวลเวไนย์ ฯ เอาการโอบอ้อมครอบครัวให้สมบูรณ์เป็นหน้าที่เป็นดวงดาววาสนาของครอบครัว นี่คือ ธรรมะ
แท้ของสตรี
      อย่าเห็นว่าคำพูดเหล่านี้ ธรรมดาสามัญ ใครเข้าถึงก็เท่ากับเข้าถึงบุญวาสนา อย่าให้เป็นเพียงคำขวัญ ท่องเอา
จะต้องปฏิบัติให้ได้จึงจะนับว่าได้ธรรมะความมุ่งหมายเป็นรากฐาน คือ จะไม่โลภ (รากฐานธรรม คือไม่โลภ โกรธ หลง)
     จิตใจเหมือนปุยฝ้าย (เบาสบาย) คือ ไม่ชิง ใช้ฝ้ายปั่นด้าย ด้ายยาวไม่ขาดสาย 
     ดำริดีของหญิงสาว ก็จะต้องยาวเหมือนเส้นด้ายเช่นกัน  เป็นหญิงสาวในครอบครัว ร่างกายมีพลังเสริมสร้าง
ลบล้างพลังอินอับเฉาไปในตัว ประสานพลังกับพุทธภาวะได้ (ด้วยกาย ใจ ยังบริสุทธิ์)
     ใจใฝ่แฝงความดีของใคร ๆ คือประสานบุญสัมพันธ์เป็นหนทางสู่ความเป็นทิพย์ จิตใจเหมือนปุยฝ้าย เมื่อเกิด
เจตนาดำริจึงเป็นรากฐานของเทพ จิตมุ่งมั่นยืนหยัดอยู่ในความดี จึงจะเป็นรากฐานของการบรรลุพุทธะ
     หญิงสาวเป็นต้นน้ำของโลก ถ้าต้นน้ำไม่ขุ่น สายน้ำย่อมสะอาดใส  หากหญิงสาวเป็นความถดถอย ไม่ยอมทำ
ความปราณีตต่อความเป็นธรรมะของหญิงสาว เธอก็จะเหมือนตะเกียงที่ไม่มีแสงไฟ
     สะใภ้ จิตใจจะต้องเหมือนน้ำ โอบอ้อม อ่อนโยน สายน้ำไหลเชี่ยวลดซอกซอนไป ไม่แน่ว่าจะต้องไหลไปกี่พันลี้
ที่สุดจึงจะลงสู่ทะเล
     เจตนาดำริของสะใภ้ ก็จะต้องยาวไกลเช่นกัน ให้เหมือนสายน้ำทูนเทิดเชิดชูทุกคนในบ้านขึ้นมา ( จีนให้ความ
สำคัญต่อสะใภ้ในสถานะแม่ของตระกูล ) เหมือนน้ำที่ช่วยพยุงให้สรรพสิ่งลอยตัวได้
    คนที่เป็นสะใภ้ จะได้ลูกสูงศักดิ์ศรีมีวาสนา ดูน้ำซิ ชุบเลี้ยงสรรพชีวิต โดยไม่แย่งชิง อยู่ในระดับต่ำสุด สิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็อยู่ได้ เ้ข้าได้กับทุกสิ่ง สมานได้กับทุกรส โดยที่คุณสมบัติความเป็นน้ำมิได้เปลี่ยนไป
     เป็นสะใภ้ถ้าจิตใจเหมือนน้ำ มีหรือที่จะไม่ถูกต้องตรงต่อหลักธรรม รวยก็อยู่ได้ จนก็อยู่ได้ สูงก็ได้ ต่ำก็ได้
คุณสมบัติไม่เปลี่ยน  คนหากเป็นเช่นนี้ได้ก็คือได้ธรรมะไว้ นี่คือ """ธรรมะของสะใภ้"""

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
       คนที่เป็นสะใภ้ "กาย"จะต้องทำจริง(ขยันถูกต้อง) ""ใจ""ใฝ่แฝงความดีของทุกคนในบ้าน (คิดถูกต้อง)
จิตวิสัย จะต้องเหมือนน้ำคล่องตัวเบิกบานเสมอ แม้จะถูกด่าว่าปรักปรำก็จำยอม
       ถ้าสามีในตามีปัญหา (เห็นผิด) ก็ยังดีกว่าตาบอด คิดอย่างนี้ได้ก็จะพอใจในความสุขที่มีอยู่ นี่เป็นธรรมะแท้
ของแม่บ้าน ทำไมธรรมะแท้จึงหล่นหาย เพราะคนในแต่ละฐานะไม่ได้ใส่ใจธรรมะ ในฐานะนั้นของตนอีกแล้ว
       ที่เมืองจิ่นโจว มีคุณครู "เจ้าป๋อซิน" ครั้งวัยรุ่นเคยสอนหนังสืออยู่ที่ศึกษาสงเคราะห์สตรี ภายหลังแต่งงาน
ไปกับบ้านสกุลหวัง พ่อสามีตาบอดทั้งสองข้าง นิสัยอารมณ์มุทะลุดุร้าย แม่สามีเป็นหญิงเกรี้ยวกราด ปากคอ
เลาะร้าย เป็นที่ร่ำลือกันไปทั่วอีกทั้งสูบฝิ่น ส่วนสามีชอบเที่ยวแตร่เสเพล ไม่ทำการงาน ภายหลังหายสาบสูญไป
 แม่สามีกดขี่ข่มเหงทารุณเธอ ทุกอย่าง ทุกคืนจะต้องให้ปรนนิบัติรับใช้จนเที่ยงคืน กลางวันเธอยังจะต้องไปสอน
หนังสือเอาเงินมาเลี้ยงครอบครัวนี้ ไม่เคยได้กินข้าวอิ่มเลยสักมื้อ เธอรับสภาพนี้มาสิบกว่าปี
       ในที่สุด ทำให้พ่อแม่สามีกลับใจได้ไม่ชิงชังเธออีกทั้งชื่นชมเธอ เมื่อพ่อแม่สามีตาย เธอทำศพให้ตามพิธี
ทุกคนยอมรับนับถือที่เธอดำเนินธรรมบนหนทางที่ยากยิ่ง และลำบากแสนเข็ญได้ ฉะนั้นฉันจึงว่าเธอเป็น
""จอหงวนหญิง"" คุณครูเจ้าป๋อซิน มีปฏิปทาธรรมที่จริงแท้ ที่สุด สอนหนังสือเอาเงินเลี้ยงพ่อแม่สามี เมื่อเป็นอยู่
เลี้ยงดูให้ เมื่อตาย ทำศพให้ ทำถึงที่สุดของกตัญญุตาธรรม ยังจะต้องสอนหนังสือเลี้ยงดูเด็ก เป็นแม่ที่เมตตา
ประเสริฐแสน ถ้ายืนหยัดดำเนินธรรม กล่อมเกลาชาวโลก ไม่ใช่เพื่อลูกของตนคนเดียว ก็จะเป็นแม่ของโลกทิพย์
       คน ที่ไม่อาจบรรลุธรรมกันได้นั้น เพราะฝ่าด่านของลูกหลานไปไม่ได้(ผูกพันอยู่กับเฉพาะลูกหลานตน)
วีรสตรีฟังไห่หลัน นามรอง จิ้งปอ เพื่อที่จะได้เลี้ยงดูแม่ผู้แก่เฒ่า เธอสละตัวเป็นอนุภรรยา สามีของเธอแซ่ฉิน
เมื่อสามีตาย เธอรักษาศุจิธรรมความบริสุทธิ์ เธอทำลายโฉมตนเองที่สวยมาก เพื่อให้มาร(ผู้ชาย)ไกลห่าง
เพื่อจะศึกษาธรรม แม้เจ็บป่วยก็ลากสังขารเข้ารับการอบรม เพื่อช่วยชาวโลกเธออรรถาธรรมแจกแจงคุณธรรมความดี
เพื่อบรรลุธรรม เธอยอมเหนื่อยหนักรับการปรักปรำโทษโพย
       สุดท้ายมีคนกล่าวว่า ฟังไห่หลัน เป็นพระภาคจากพระโพธิสัตว์  ฉันว่าเธอนิรมานกายมาจากพระโพธิสัตว์
เชียวล่ะจึงอดทนได้เกินคน
       พึงรู้ว่า ธรรมะบำเพ็ญได้ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ขัดฝืน  คุณธรรมสำเร็จได้จากสภาพทุกข์ยาก ฝ่าด่านทุกข์ยาก
ไปได้ก็ขึ้นสู่ฟากฝั่งได้ทันที
       คุณแม่จูอวี้ซัน สามีแซ่ตู้ คุณแม่ท่านนี้สูงสุดยอดและต่ำติดดิน ท่านเป็นเจ้าของสถานกุศลสงเคราะห์ ท่าน
ต่ำติดดินจะต้องรู้ความเป็นธรรมะของชาวโลก  กระจ่างแจ้งต่อธรรมะของทุกคนที่บ้านกับชาวโลก จึงจะโอบอ้อมบ้าน
และโลกไว้ให้ทั่วถึงบริบูรณ์ได้ ท่านทำหน้าที่ทั้งสูงสุดที่บ้านและติดดินในสังคมได้
       ครอบครัวดี บ้านเมืองจึงจะดี บ้านเมืองดี โลกจึงจะดี หากได้ความเป็นธรรมะเช่นคนโบราณ เธอก็คือบรรพชน
ผู้มีธรรม ได้ความเป็นธรรมะของคนปัจจุบัน เธอก็คือชีพกายอมตะ เอาความมุ่งหมายใฝ่ดีเป็นรากฐาน ก็คือไปถึงพุทธ
ภูมิแล้ว อารมณ์จิตใจละเอียดเบาเหมือนเถ้าถ่าน ก็คือพุทธะแล้ว       

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
      สามีภรรยาเป็นอินกับหยาง ถ้าต่างอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ของตนอย่างเที่ยงตรง ก็จะสอดคล้องกับความเป็นธรรมะ
ความเป็นธรรมะก็คือความเป็นอินหยาง แต่เมื่อความเป็นธรรมะตกสู่หญิงชายในโลก ชายขาดความแกร่งจริง หญิงขาด
ความอ่อนแท้ ครอบครัวขัดแย้ง ไม่เกิดลูกหลานดีมีผลเสียต่อสังคม โลกจึงขาดสันติสุข ขาดความสงบ เพราะต้นราก
ของคนมันไม่ดี
      ฉันสอนให้สามีภรรยาแจ้งใจในธรรม ให้ฟ้า (สามี ) ให้ดิน (ภรรยา ) มั่นคงเที่ยงตรงอยู่บนฐานของตน พลังของ
อินหยางราบรื่น ลูกหลานจะต้องเป็นเมธีคนดีแน่แท้ ในโลกมีเมธีคนดีให้มาก จะเกิดวิบากวุ่นวายได้อย่างไร
      คนโบราณพูดถึงการปกครองสามประการ(ซันกัง )คือเจ้าเหนือหัวปกครองขุนนาง พ่อปกครองลูก สามีปกครองภรรยา
แต่ฉันพูดถึงการปกครองสาม คือ ปกครองจิตวิสัย ปกครองใจ ปกครองกายตน (ปกครองเปรียบเช่นเส้นเชือกที่โอบคล้องไว้)
เกิดโทสะ คือจิตวิสัยขาดการโอบคล้องไว้ ด่าคน คือใจขาดการโอบคล้องไว้ ทำร้ายคน คือร่างกายขาดการโอบคล้องไว้
จะฟื้นฟูให้ชายรู้จักโอบคล้องปกครองดูแลภรรยากลับกลายเป็นข่มแหงรังแกเห็นผู้หญิงเป็นทาสเป็นของเล่นด่าว่าทุบตีเสียนี่
      สามปกครองจึงควรหมายถึง ปกครองตนเองให้ดี ทั้งจิตวิสัย จิตใจและร่างกาย ฉันพูดถึงสามปกครองคืออนุสัยไม่เิกิด
คือปกครองจิตวิสัยตัวรู้แท้ไว้ได้ ความโลภเห็นแก่ตัวไม่เกิดคือปกครองโอบคล้องใจเอาไว้ได้  ไม่ประพฤติผิดติดอบาย คือ
โอบคล้องปกครองกายไว้ได้  สามีให้หารือไม่ใช่หาเรื่องกับภรรยา พอหาเรื่องก็ไม่อาจโอบคล้องปกครองให้ด้ได้ ด่าทอคือ
การแสดงอำนาจภรรยาไม่กล้าด่าตอบแต่ความเจ็บแค้นฝังแน่นในใจแล้ว ตบตีคือมาดร้ายหมายชีวิต ภรรยาไม่กล้าตบตีตอบ
แต่ความเจ็บแค้นฝังแน่นในใจแล้ว ความเจ็บแค้นที่ระบายไม่ออกจะเป็นแรงกดดันถ่ายทอดไปสู่ลูกที่จะเกิดมา
       คน จิตหยาบจนน่าสงสารไม่อาจประมาณการต่อความปราณีตนี้ได้  คนโบราณพูดถึง""สามทำตาม"" ซันฉง ว่า
หญิงอยู่บ้านให้เชื่อฟังทำตามบิดา แต่งงานให้เชื่อฟังทำตามสามี สามีตายให้เชื่อฟังทำตามลูกชาย(ลูกที่เป็นผู้นำ--
ครอบครัวได้) ถ้าทำตามโดยไม่รู้ถูกไม่รู้ผิดเรียกว่า""ตาบอด""
       สมันนี้ผู้หญิงเขามีสามอิงอาศัย อยู่บ้านอาศัยพ่อแม่ แต่งงานอาศัยสามี แก่เฒ่าอาศัยลูก อย่างนี้ก็ไม่ถูกต้อง
ฉันว่าผู้หญิงมี""สามทำตาม""ที่แท้จริงคือ จิตวิสัยทำตามสัจธรรมของฟ้าเบื้องบน ใจทำตามหลักธรรมของความเป็นคน
กายทำตามทำนองคลองธรรม ฉันจึงเรียกร้องขอให้ผู้หญิงรู้จักสะสมเงินทองล้มเลิก""สามอิงอาศัย""ซันไล่  เสีย
ให้ยืนหยัดได้ด้วยตน

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
    ได้โปรด
อย่าผลีผลาม    ย่ามใจ     อ่านง่ายนัก
ค่อยผ่อนพัก    พิจารณา   แต่ละข้อ
ค่อยทบทวน    ธรรมซึ้ง    ถึงต้นตอ
จะเกิดก่อ       ธรรมแท้    แด่ท่านจริง
                                      สาธุ     

     อรรถาคุณธรรม ฉันพูดเสมอให้หญิงชายต่างเที่ยงตรงอยู่บนฐานของตนเอง ชายให้อยู่บนฐานแกร่งตรง
หญิงให้อยู่บนฐานอ่อนโยน เหมือนน้ำ ให้มีเหตุผล
     แท้จริงแล้ว แกร่งตรงก็คืออ่อนโยน อ่อนโยนก็คือแกร่งตรง คำต่างกันแต่จิตใจเป็นอย่างเดียวกัน คนไม่รู้จักคิด
พิจารณาเอง ในพุทธธรรมคัมภีร์ว่า""ถึงฟากฝั่ง""อย่างไรจึงจะถึงฟากฝั่ง ฉันว่าหญิงชายต่างต้องเข้าใจความเป็น
ธรรมะซึ่งกัน ทุกคนก็จะสื่อสัมพันธ์กันได้ด้วยธรรมะ ก็จะถึงฟากฝั่ง พ้นปัญหาทุกข์ภัยได้สงบ
     สามีภรรยาสมัยนี้ ถ้าไม่ใช่ชายก็หญิงที่เจ้ากี้เจ้าการก้าวก่ายแทรกแซงรบกวนควบคุมบงการอีกฝ่ายหนึ่ง
หรือด้วยกันทั้งคู่ จนกลายเป็น""ครอบครัวนรก""ไป
     ฉันขอให้เขาปรับปรุงหยุดเสีย จะได้เป็นครอบครัวชาวสวรรค์ ชาวโลกโง่มาก คิดว่าแต่งงานเข้ามาเป็นคนของเรา
แล้ว จะแทรกแซงควบคุมอย่างไรก็ได้ อย่างนี้เรียกว่า""ชายชิงหญิงยืด""พอคนหนึ่งตายไป ชายมีคู่ใหม่ หญิงมี
คู่ใหม่ ที่เคยแทรกแซงควบคุมกันไว้มันเหลืออะไร แม้แต่ทรัพย์สินที่เคยโลภชิงไว้ตายไปก็เท่ากับโยนทิ้ง อย่างนี้
ไม่เรียกว่าโง่หรือ สรุปก็คือ เขาเห็นความสำคัญของตนเองเป็นหลัก
     ฉันพูดถึงธรรมะของความเป็นสามีภรรยา ก็คือธรรมะของความเป็นอินหยาง สามีภรรยาสมานใจกันพลังอินหยาง
ก็ราบรื่นไม่ข่มเข่นกันไม่เพียงไม่เกิดเจ็บป่วยไม่ตายโหง ครอบครัวยังจะสมบูรณ์พร้อมพรักลูกหลานเจริญรุ่งเรือง
ฉันจึงบอกว่าชายหญิงจะต้องรู้ความเป็นธรรมะซึ่งกัน ครอบครัวจึงจะสุขสมานได้ ถ้าชายแทรกแซงควบคุม หญิงได้
แต่อิงอาศัย ชายตบตีหญิง หญิงเคืองแค้นชาย อินหยางไม่สมาน ครอบครัวจะมีสุขได้อย่างไร

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382

     กล่าวถึงคัมภีร์อี้จิงว่า""เมื่อเกิดน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตจากฟ้า หกส่วนพสุธารองรับ น้ำคือหลักของความอ่อนโยน
ถ้าคนเกิดโทสะเสมอ จะเป็นน้ำจากฟ้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้อย่างไร""ฉันว่า""ชายคือฟ้า รักษาอารมณ์จิตใจไม่ให้
เกิดโทสะจึงจะเป็นเช่นน้ำจากฟ้าเกิดก่อมาหล่อเลี้ยงชีวิต ""หญิงคือพสุธา ทูนหนุนครอบครัวให้พรักพร้อมสมบูรณ์
ทั่วหน้าจึงจะเท่ารองรับน้ำจากฟ้า""
     เพศชายที่เป็นชายได้เพราะมีเพศหญิง จึงต้องเข้าใจความเป็นธรรมะของเพศหญิง  หญิงก็เช่นเดียวกัน มีเพียง
อย่างเดียว เรียกว่าคนสถานะเดียว
    ชายที่ยังไม่ได้ตกแต่งภรรยา ตกฐานะกตัญญูเต็มที่ทุกกรณี ได้ภรรยาแล้วตกฐานะผู้นำครอบครัวเต็มที่ ศรีสะใภ้
รับหน้าที่ดูแลกตัญญูพ่อแม่สามีและการบ้านเรือน
    หากสามีไม่อาจนำพาภรรยาให้กตัญญู ไม่รู้จักอบรมลูก แม้ตนจะเป็นลูกกตัญญูเพียงใร พ่อแม่ก็ยังไม่วางใจ
ศรีสะใภ้กตัญญู แต่ไม่อาจช่วยให้สามีเจริญคุณธรรม พ่อแม่ก็ไม่วางใจ
    ฉะนั้นหญิงชายจะต้องเข้าใจธรรมะ จึงจะทำความกตัญญูได้ถึงที่สุด  สามีภรรยาใช้ชีวิตร่วมกันทางที่ดีคือไม่พูด
พูดดีให้กลับกลายเป็นงอนง้อ พูดร้ายให้กลับกลายเป็นถกเถียง
    คนที่ไม่ยุ่งเกี่ยวก้าวก่าย ดีร้ายไม่สะเทีอนจึงควรเดินสายกลาง ห่างกันพอสมควร สามีภรรยาในโลกของ
ความมุ่งมั่น จะลืมอารมณ์รักใคร่ สามีภรรยาในโลกของอุดมคติ จะราบเรียบ  ส่วนสามีภรรยาในโลกของอารมณ์จิตใจ
จะโยงใยผูกพัน สามีภรรยาในโลกของกายสังขารเกาะเกี่ยวเหนียวแน่น เกาะเกี่ยวเหนียวแน่นคือ""กวน""โยงใย
ผูกพันคือ""กลัว""ราบรื่นจะยั่งยืน มุ่งมั่นใจจะจริงแท้ ดีก็ไม่พูด ร้ายก็ไม่ว่า มาก็ไม่ว่า ไปก็ไม่ว่า จึงจะเป็นคู่ชีวิต
ในโลก""อุดมคติ""
    คู่ชีวิตในโลกของความมุ่งมั่น จะไม่พูดว่าจะสำนึกคุณซึ่งกันไม่โทษโพยใคร คู่ชีวิตในโลกอุดมคติจะมีความสุข
สามีนำพาภรรยาให้มีธรรม ภรรยาช่วยให้สามีบรรลุธรรม ไม่โกรธเคืองกัน
    คู่ชีวิตในโลกของจิตใจ เป็นชีวิตประเพณี จะมีการว่ากล่าวแทรกแซงกัน คู่ชีวิตในโลกของกายสังขารจะทะเลาะ
ด่าตีชีวิตจิตใจขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ ความต้องการ จึงแย่มาก

Tags:
 

มหาปณิธาน

พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ (地藏王菩薩)

มหาปณิธานพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ (地藏王菩薩)

“...เพื่อหมู่สัตว์ทั้งหกภูมิผู้มีบาปทุกข์ ข้าพเจ้าจะใช้วิธีการต่างๆ ช่วยให้หลุดพ้นจนหมดสิ้น แล้วตัวข้าพเจ้าจึงจะสำเร็จพระพุทธมรรค”