collapse

ผู้เขียน หัวข้อ: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋  (อ่าน 31311 ครั้ง)

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
       กัลยาณชนเรียกร้องจากตนเอง  จัณฑชนคนทรามเรียกร้องจากใคร ๆ ฉันว่าคนที่เรียกร้องจากตนเอง
คือภาวะจิตจากฟ้า เรียกร้องจากใคร ๆคือภาวะจิตทางโลก
      จากนี้ไปสามีควรจะเลิกเรียกร้องจากภรรยา  ภรรยาเลิกเรียกร้องจากสามี ต่างทำการงาน ต่างมีธรรมะของตน
โอกาสที่ควรอยู่ใกล้กันก็อยู่ใกล้ ควรห่างก็ห่างไม่รบกวนกันสุขสมานทุกเวลา ห่างกันก็ไม่ต้องคร่ำครวญหวนหา
เป็นธรรมชาติสบาย ๆ อย่างนี้จึงเป็นคู่ชีวิตด้วยจิตเดิมแท้
      ฉันพูดเสมอว่าดูการดำริคิดของภรรยา จะรู้ได้ในตัวของสามี ดูจิตใจของสามีจะรู้ได้ในตัวของภรรยา เช่น
หวังซันเจี่ย แม้จะทนทุกข์ยากอยู่กับกระท่อมร้าง แต่ในดำริคิดของเธอเชื่อว่าสามีที่เดินทางเข้าเมืองหลวง
จะต้องได้เป็นเจ้าเมืองแน่นอนแล้วก็ได้เป็นจริง ๆ
      หญิงอีกคนหนึ่ง คือหลี่เสวียฮุ่ย มีดำริคิดว่าสามีของเธอที่อยู่นอกบ้านคงจะไปสูบฝิ่นกินกัญชาหาอนาคตไม่ได้
สุดท้ายก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในใจของฉันคิดว่าภรรยาของฉันจะต้องได้เป็นครูทั้งๆที่เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาไม่มี
การศึกษา คิดว่าลูกชายคงจะได้เป็นนักศึกษา ซึ่งภายหลังก็เป็นไปตามนั้น นี่คือตัวอย่างจริง
      ชายสำเร็จการต่าง ๆ ได้ด้วยใฝ่ใจมุ่งมั่น หญิงสำเร็จการต่าง ๆได้ด้วยใฝ่ในอุดมคติ ฟ้าโปรดให้คนกำเนิดมา
ด้วยวาสนาแต่เหตุใดผู้เสพสุขวาสนาจึงมีน้อย รับทุกข์ภัยจึงมีมาก เพราะคนหลงทางโลกีย์ คนที่เป็นเจ้านายรับ
ราชการชอบยักยอกกินสินบนโดยมีภรรยาเป็นต้นเหตุ
      ลูกละทิ้งพ่อแม่ แย่งสมบัติกับพี่น้องเพราะภรรยาผิดกฏหมายบ้านเมืองสิ้นมโนธรรมส่วนใหญ่ก็เพราะภรรยา
เป็นเหตุ คนที่ไม่มีภรรยาก็คือยักยอกเพื่อตนเองได้เสพสุข  จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าผู้หญิงกลืนกินข้าราชฯกลืนกิน
ผู้จงรักกับลูกชายกตัญญูเสียสิ้น ยังคิดว่าตนเองอุ้มชูสามีที่แท้รังแกสามี
     ผู้หญิงที่เกื้อกูลสามีจะตรวจสอบดูเสียก่อนว่าสามีคบหากับคนอย่างไร ที่พูดคุยกันเป็นเรื่องราวอะไร
ปัญญาชนถ้าคุยไร้สาระ คือปริมาตรใจคับแคบ คนที่เป็นเจ้านายรับราชการไม่คุยเรื่องรักชาติสุจริตมุ่งแต่จะกอบโกย
คนที่เป็นภรรยา หากเตือนสติสามีให้กลับใจได้ จึงจะเรียกว่าเกื้อกูลให้เขาบรรลุสู่คุณงามความดี
    ชั่วชีวิตของฉันทำเพื่อกุศลประโยชน์ หลังจากมุ่งมั่นจัดตั้งโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์สตรีแล้ว ไม่ได้พะวักพะวง
ภรรยาอีกเลย คนอื่นทำงานกุศลสงเคราะห์ดูยิ่งใหญ่มาก แต่ยังพะวงใจอยู่กับภรรยา
    สิ่งที่ผู้ร่วมงานศึกษาสงเคราะห์เหนือกว่าใคร ๆ คือไม่สาละวนกับภรรยาเขาเตือนสติเธอถึงหกครั้ง แต่เธอไม่ฟัง
ฟ้องอย่าจนได้ เขาไม่ได้สะเทือนจึงเรียกว่า เหนือกว่าใคร คนทั่วไปเยาะเย้าว่าเขากลัวเมีย แต่ฉันว่าเขาเป็นจอหงวน
ในสามปกครอง (ปกครองจิตวิสัย ใจ กายของตนไว้ได้ )

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
        สร้างงาน -- แต่งงาน

      ชาวโลกแต่งงาน คนชั้นสูงคำนึงถึงอิทธิพล ทรัพย์สิน เพื่อการเสพสุข คนทั่วไปคำนึงถึงหลักทัรพย์
เพื่อความเป็นอยู่ เจ้าสาวจะเรียกร้องเงินทองของแต่งจากพ่อแม่ เรียกร้องสินสอดจากฝ่ายชาย อย่างนี้ไม่มีธรรมะ
ผู้หญิงสมัยนี้มีความรู้ มีการศึกษา ถ้าแต่งกับคนชั้นสูงก็เกรงจะเหนื่อยกาย แต่งกับคนไม่มีหลักทรัพย์ก็เกรงจะยากจน
อย่างนี้ก็ไม่มีธรรมะ ถ้าผู้หญิงไม่เข้าใจความเป็นธรรมะอย่างถ่องแท้ ค่านิยมของชาวโลกก็จะแก้ไขยาก ธรรมะที่
ฉันสอนก็จะดำเนินได้ยาก
      ฉันหยิบยกเสริมส่งการแต่งงานประหยัดอย่างสูงส่งนั่นคือ เมื่อหญิงสาวจะออกเรือนไป อย่าได้เรียกร้อง
อยากได้สมบัติอะไรจากพ่อแม่แม้แต่เสื้อผ้าสักชุด เพื่อปรับเปลี่ยนประเพณีนิยม ผู้หญิงถ้ามีผู้ชายแล้วจะเห็นแก่ตัว
เอารัดเอาเปรียบเอาสามีมาเป็นสมบัติส่วนตัว ถ้าไม่ใช่เจ้ากี้เจ้าการควบคุมบงการ ก็จะห่วงหาอาวรณ์ ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง
ฉะนั้นฉันจึงหยิบยกเสริมส่งให้ผู้หญิงสะสมเงินทองสร้างงาน เพื่อจะลบล้างสามอิงอาศัย (อาศัยพ่อ อาศัยสามี --
อาศัยลูกชาย )
       หยัดยืนใจให้ฟ้าดิน หยัดยืนชีวินเพื่อประชา สืบสานการศึกษาเพื่ออดีตอริยะ เบิกทางสันติภาพเพื่อ
โลกนิรันดร์กาล คติพจน์ที่ท่านปราชญ์จางเหิงฉวี ถ่ายทอดให้ไม่กี่ประโยคนี้ แสดงถึงปณิธานมุ่งมั่นของท่าน
ปราชญ์เจียงซีจาง ตั้งแต่ครั้งที่ท่านยังเป็นเด็ก ซึ่งเป็นเด็กอัจฉริยะต่างจากเด็กทั่วไปจนได้รับการยกย่องว่า
""ทิพย์กุมาร""สำหรับความคิดของฉัน ผู้ชายสะสมเงินทองสร้างงานยับยั้งความโลภ แก่งแย่ง เช่นนี้คือ
สุภาพบุรุษแท้จริง ที่หยัดยืนใจให้ฟ้าได้ ผู้หญิงสะสมเงินทองสร้างงาน ไม่เป็นภาระแก่ผู้ชาย เช่นนี้คือ
สุภาพสตรีแท้จริง ที่หยัดยืนใจให้แผ่นดินได้ อยู่ในสถานภาพใดก็ให้เป็นคนอยู่ในสถานภาพนั้นก็คือได้หยัดยืน
ชีวินเพื่อประชา ทำได้ดังนี้ก็จะเท่ากับสืบสานการศึกษาเพื่ออดีตอริยะเบิกทางสันติภาพเพื่อโลกนิรันดร์กาล

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
      ขณะก่อร่างสร้างงาน เป็นภาวะทางโลก (ดิ้นรนต่อสู้) ขณะดำรงการงานคือภาวะทางธรรม(สุขุม มั่นคง)
เอาควาโลภแก่งแย่งเป็นหลัก คือทางโลก เอาความสมถะละเลี่ยงให้เป็นหลัก คือทางธรรม
      ฉันหยิบยกเสริมส่งให้สะสมเงินทองสร้างงาน แต่งงาน ประหยัดอย่างสูงส่งนั่นคือนำประชาไปสู่โลกทางธรรม
นำข้ามไปได้เขาก็จะเป็น""ธรรมประชา""แต่หากได้ชื่อว่าแต่งงานอย่างสูงส่งดังกล่าว แต่ใจยังโลภอยากแก่งแย่ง
หรือเมื่อสร้างงานหยัดยืนได้แล้วใจยังไม่รู้จักพอเพียงก็ยังจะคงเป็น""โลกียประชา""สรุปว่า..จะเป็นการดำเนิน
ตามภายในภายนอกก็ตาม ถ้าเป็นคนด้วยจิตวิสัยมุ่งมั่นตั้งใจดี ก็คือ""ธรรมประชา""
       เป็นคนด้วยใจกาย ก็คือโลกียประชา ก็ใช่หรือไม่เล่าที่ธรรมประชาเขาไม่ยึดหมายในรูป แต่จะปฏิบัติ
ด้วยความจริงแท้ เมื่อก่อนฉัยหยิบยกเสริมส่งสร้างงานก่อนแต่งงาน บัดนี้เลือกสรรค์ส่งเสริมผู้คนอีกให้ก่อเกิด
โลกธรรมะขึ้นมาใหม่
       ใคร ๆต่าง ดูหมิ่นงานที่ฉันทำเข้าใจว่าฉันฟุ้งซ่านหารู้ไม่ว่าที่ฉันถูกดูหมิ่นนั้น กลับเป็นความวิเศษในการ
ดำเนินธรรมของฉัน ตอนนี้ดูอย่างกับไม่สลักสำคัญอีกร้อยปีภายหน้า ก็จะรู้ว่าที่ฉันหยิบยกเสริมส่งนั้นล้วนเป็น
กลไกสำคัญที่สุด ต่อการปรับแปรสังคม
       ครูใหญ่""หลิวเอวิ๋นอย่ง""(หญิง) ไม่เพียงสะสมเงินทองสร้างงานของตนเอง ยังสร้างงานให้แก่พ่อแม่
ไม่เพียงตนเองไม่มีภาระัยังได้อุ้มชูคนแก่ขึ้นมาเธอเป็นแบบอย่างของลูกสาวได้ดีทีเดียว
       เมื่อก่อนฉันแนะนำให้ลูกสะใภ้สะสมเงินทองสร้างงาน เอาเงินดอกเบี้ยจำนวนเศษหนึ่งส่วนห้าของปี
ให้แม่สามีเพื่อทำความกตัญญูให้ถึงพร้อม
       คุณครูหญิง""หวังชูเอวี๋ยน""กลับเอาเงินที่ตนเองสะสมไว้ (เงินต้น)สร้างงานให้แก่แม่สามี ไม่ถึงสองปี
ต่อมาคุณครูหวังชูเอวี๋ยนสิ้นชีวิต แม่สามีไม่ต้องเป็นห่วงค่าใช้จ่ายอยู่กินจนถึงค่าที่จะต้องทำศพ อีกทั้งเมื่อ
หลังจากนั้นแล้ว เงินทองที่เหลือจากการสร้างงาน ยังมอบให้คนอื่นไปสร้างงานต่อไปอีกคน ตัวตายแต่คุณธรรม
ไม่ตาย ภายหลังฉันจึงได้รู้ว่าเธอทำดีมากทีเดียว

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
        เหตุต้นผลตาม
     ย่าของฉันเป็นคนโง่เขลา มีธรรมะ อารีอารอบ แต่ดูแลบ้านช่องได้ไม่ดี ย่าสะใภ้ของฉันไม่ยอมรับนับถือ ลูกสะใภ้ของย่าสะใภ้ร้ายกาจต่ออย่าสะใภ้ซึ่งเป็นแม่สามี ยิ่งกว่าที่ย่าสะใภ้ร้ายต่อย่าของฉันอีก เธอไม่พูดกับแม่สามีถึงสิบปี ตกรุ่นมาถึง มู่สูเสียน ซึ่งเป็นหลานสะใภ้ ตั้งแต่แต่งเข้าบ้าน ไม่เคยปรนนิบัติดูแลแม่สามีเลยสักนิด จนเมื่อแม่สามีตาย เธอจึงค่อยเปลี่ยนดีได้ จากจุดนี้ฉันจึงเข้าใจได้ว่า""ธรรมะถ้าเดินผิดไป ยิ่งผิดยิ่งไปไกล""ตกถึงหลาน
     ชาติก่อนผิดต่อคุณสัมพันธ์เบญจธรรมในธรรมะข้อใด ชาตินี้ก็จะขาดคุณสัมพันธ์เบญจธรรมสัมพันธ์ในข้อนั้น ชาติก่อนหากไม่กตัญญู ชาตินี้ก็จะขาดทายาท หากคุณสัมพันธ์เบญจธรรมสัมพันธ์เสียหายทั้งหมดห้าข้อ ชาตินี้ก็จะต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย
     บ้านสกุลหวัง ตำบลถวนซันจื่อ อำเภอเฉาหยัง เป็นญาติผู้ชายฝ่ายแม่ของฉัน แต่ก่อนทำบ่อถ่านหินภายหลังลูก ๆ ไม่ทำสัมมาอาชีพ วันหนึ่งฉันไปอรรถาธรรม ขากลับผ่านมาทางหมู่บ้านของเขา เขาถามฉันว่า ฉันมีบาปเวรอะไรลูกๆ จึงสูบฝิ่น ถลุงเงิน ไม่ทำสัมมาอาชีพ ฉันบอกว่า ก็เพราะคุณขูดรีดคนยากจนผียากจนจึงพากันมาเกิดในบ้านคุณ
     ก่อนที่ฉันจะรับช่วงเป็นเถ้าแก่บ่อถ่านหิน ทุกคืนคนงานจะได้กินข้าวหนึ่งชาม กินหมี่หนึ่งชาม (ทำงานจนดึกดื่น) แต่คุณว่ามันสิ้นเปลืองตัดให้เหลือแค่เต้าหู้คนละสองก้อน ต่อมาเต้าหู้สองก้อนก็ยังว่าไม่คุ้ม ต้องทำเต้าหู้เอง คนอื่นเขาทำเต้าหู้ใช้ถั่วเหลืองหนึ่งทะนานใหญ่ทำเต้าหู้หนึ่งร้อยก้อน แต่นี่ใช้ถั่วเหลืองเพียงสองกระบวยครึ่งยังจะทำเต้าหู้ให้ได้หนึ่งร้อยยี่สิบก้อนอย่างนี้ไม่ใช่ขูดรีดคนจนหรอกหรือ
     ทุกครึ่งวันตรุษสารท บ้านคุณทั้งเด็กและผู้ใหญ่ช่วยกันฆ่าหมูขายให้คนงาน ขายแพงกว่าราคาท้องตลาดโกงตาชั่งอีกต่างหาก คนงานจะไม่ซื้อก็ไม่ได้ แม้ขายยาสูบ ขายแป้ง ก็โกงเขาอย่างนี้ เพราะกลัวตัวเองจะยากจนใช้วิถีขูดรีดจากคนจน ฉะนั้นผียากจนจึงมาเกิดที่บ้านคุณ คุณทำตัวของตัวเอง ยังจะมาถามใครได้ ญาติฝ่ายแม่ของฉันคนนี้ฟังฉันแจงโทษผิดบาปให้แล้วเขาได้แต่ร้องไห้เดินหนีไป
      คนสูงศักดิ์ข่มเหงหยามเหยียดคนต่ำต้อย ภายหน้าเขาจะต้องต่ำต้อยโง่เขลาแน่แท้ คนร่ำรวยขูดรีดรังเกียจคนยากจนภายหน้าเขาจะต้องยากจนเป็นแน่ นี่คือ หลักธรรมชาติของสังสารวัฏ เหตุเพราะเขาได้ห่างจากความเป็นธรรมะของคนสูงศักดิ์ร่ำรวยเสียแล้ว เธอรังเกียจเขา เขาย่อมรังเกียจเธอ หากเธอรังเกียจคนโง่ คนโง่จะรังเกียจชิงชังเธอแน่นอน
      ทุกสิ่งอย่างล้วนเวียนวนเป็นวัฏจักรไม่ผิดต่อกฏเกณฑ์นี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าทำก้ำเกินละอายแก่ใจต่อคน แม้แต่เดรัจฉานก็จะทารุณต่อเขาไม่ได้ เดรัจฉานแม้จะพูดภาษาคนไม่ได้ และเบื้องบนก็มิอาจบอกกล่าวแก่เราก็ตาม ปีนั้นทางการตามจับผู้ร้ายมาถึงหมู่บ้านไม่ได้โจรแต่กลับจับพลเมืองดี บังคับให้เขาพูดเท็จว่าโจรวิ่งเข้ามาซ่อนตัวในบ้านของฉัน เจ้าหน้าที่ยังจับฉันตี แต่ฉันไม่ได้ขัดเคือง ไม่ได้โกรธ จนกระทั่งเมื่อฉันได้เฝ้าสุสานบิดา (มีเวลาว่างค่อยคิดพิจารณา ) ฉันจึงนึกรู้ได้ว่าผลกรรมตามสนองฉันเคยโบยตีวัวควายอย่างแรงขณะใช้งาน สร้างกายกรรมย่อมชดใช้กรรมด้วยกาย
      ชาตินี้คับข้อง ชาติก่อนไม่คับข้อง ชาตินี้ปรักปรำ ชาติก่อนไม่ปรักปรำ ทุกเรื่องที่ต้องคับข้อง ล้วนเป็นเพราะไม่เข้าใจเหตุต้นผลตามสามชาติ ดูจิตวิสัยของเขาก็จะรู้เหตุต้นผลตามในชีวิตของเขา ชาตินี้ได้รับอะไรล้วนสั่งสมกรรมนั้นมาจากชาติก่อน

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
      รู้จิตวิสัยของชาตินี้คืออะไร ก็จะรู้ว่าชาติก่อนเขาเคยทำอะไรมา  ชาตินี้จิตวิสัยเป็นธาตุไฟ ชาติก่อนจะต้องมียศศักดิ์ ชาตินี้จิตวิสัยเป็นธาตุน้ำชาติก่อนจะต้องเป็นพ่อค้า ชาตินี้จิตวิสัยเป็นธาตุไม้ชาติก่อนจะต้องเป็นคนงาน  ชาตินี้จิตวิสัยเป็นธาตุดินชาติก่อนจะต้องเป็นเกษตรกร  ชาตินี้จิตวิสัยเป็นธาตุทองชาติก่อนจะต้องเป็นนักศึกษาผู้เรียนรู้  ชาติก่อนชอบล่าสัตว์เข่นฆ่าทำลายชีวิตเขาชาตินี้จิตวิสัยธาตุไฟจะร้อน  ชาติก่อนชอบตอบโต้ผู้ใหญ่ชาตินี้จิตวิสัยธาตุไม้จะหนัก  ชาติก่อนชอบโกหกหลอกลวงชาตินี้จิตวิสัยธาตุไฟก็จะแรง  ชาติก่อนชอบขัดเคืองเขาชาตินี้จิตวิสัยธาตุดินก็จะหนา
     ในจิตวิสัยของวัวควายมีแรงไฟโง่เขลา  ในจิตวิสัยของสุนัขมีพลังอินของธาตุไม้ มันจึงปรากฏอาการของมันอย่างนั้นมันจึงได้รับความทุกข์ตามสภาพของมันอย่างนั้น หากแปรสลายธาตุจิตวิสัยนั้นไปได้ก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ในสภาพเดรัจฉานได้
     ซ่งเสี่ยวเซิง ถามฉันว่าชาติหน้าผมจะต้องไปเิกิดเป็นอะไร  ฉันตอบว่า ชาติหน้าท่านจะต้องไปเกิดเป็นเถ้าแก่มือรอง ไม่มีอำนาจไม่มีสถานภาพเพราะใจของท่านกลวงโบ๋ หากพูดเท็จ ทำการเท็จ สร้างกุศลเท็จ เพียงเพื่อรับสรรเสริญแม้จะได้ไปเกิดเป็นเทวาอารักษ์ก็จะเป็นมือรอง (ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีอำนาจ ไม่มีสถานภาพ) หากเกิดเป็นคุณนายก็จะต้องเป็นอนุภรรยา
     คนเป็นสัตว์ประเสริฐ ทุกชีวิตล้วนอาจเกิดเป็นคน บำเพ็ญต่อไปก็จะได้เป็นพุทธะเทวา แต่น่าเสียดายที่คนนั้นหลงเสียแล้วจะต้องเวียนไปเิกิดเป็นเดรัจฉานอีก จึงเกิดการเวียนว่ายไม่จบสิ้น
     คนหากฟุ้งซ่าน ทิฐิยึดหมาย ก็คือเวียนว่ายไม่จบสิ้นเป็น คน ไม่เป็น ไม่กระจ่างทางธรรมใจก็จะไถ่ถอนจากสังสารวัฏไม่ออกไม่พอใจ ไม่พอเพียง จิตดำริก็จะไถ่ถอนไม่ออก สรรพสิ่งยึดหมายไม่ว่างเปล่าได้ เรื่องราวค้างคาไม่หมดจดจิตมุ่งมั่นก็จะถูกผูกโยงไถ่ถอนไม่ออก ทำการหนึ่งจะต้องให้จบสิ้นต่อการหนึ่ง ดำเนินข้อธรรมหนึ่งให้จบสิ้นต่อข้อธรรมหนึ่ง รอดเข้าออกเป็นอิสระได้ไม่ถูกร่างแหโลกีย์ตรึงให้หลงจึงจะไถ่ถอนตัวออกมาได้
     ใจเป็นรากต้นที่ก่อเกิดเหตุและผลของกรรม หากมีความเห็นแก่ตัว ยึดหมาย กังวลแม้แต่น้อยนิดในใจก็จะมีเงาดำก็ไม่อาจหลุดรอดจบสิ้น ก็จะหนีไม่พ้นวงเวียนกรรม
      ใจทางโลกจึงต้องให้ตายสนิท ตายสนิทจึงจะขาดสิ้นจากรากต้นของ""เหตุอันก่อผล"" เรื่องราวทุกอย่างไม่มีที่จะไม่มาจากเหตุก่อผลเรื่องขัดฝืนมาถึงตัว หากยิ้มรับผ่านไปได้ ให้คิดเห็นว่ามันสมควรต้องเป็นเช่นนั้น เรื่องก็จะจบสิ้นผ่านไป แต่หากรับไม่ได้ทนไม่ไหว ในใจเกิดแรงคับแค้นขัดเคือง ต่อต้าน แม้เรื่องราวนั้นจะผ่านเลยไปได้แต่ภายหน้ายังจะต้องมีเรื่องขัดฝืนมาใหม่นั่นคือ""เหตุก่อผล"" อันต้องรับไว้ยังมิได้ให้มันจบสิ้นไป
      วิญญาณได้มาจากยมโลก จะรู้จักแต่โลภอยากแย่งชิง จึงมืดมัว
      จิตญาณได้มาจากฟ้าเบื้องบน จะรู้คุณสัมพันธ์ รู้จริยะ ละเลี่ยงให้ จึงใสสว่าง

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
       คนเกิดได้ด้วยสามโลก  ฟ้าประทานจิตญาณ  แผ่นดินประทานชีวิต  พ่อแม่ให้กำเนิดรูปกาย  จึงกล่าวได้ว่าสามโลกเป็นที่มาของคน จิตญาณดำรงหลัักธรรมฟ้า  ใจดำรงหลักเหตุผล  กายเพียบพร้อมทำนองคลองธรรม จึงจะกลับคืนไปสู่ต้นรากที่มาได้ คนรู้แต่เพียงตัวฉันนี้ไม่รู้จิตญาณจากฟ้า ตัวฉันไม่รู้มีหนึ่งตัวฉันในนรกภูมิ
       เมื่อจิตญาณที่หลงไปได้กล่อมกลายฟื้นฟูแล้ว จิตญาณบริสุทธิ์สูงส่ง ตัวฉันจะได้มรรคผลยังเบื้องบน เมื่อหลักเหตุผลกระจ่างแจ้งแก่ใจตนแล้ว อีกหนึ่งชีวิตตัวฉันในนรกภูมิสูงส่งขึ้นเป็นคนบนโลก จึงกล่าวว่า คนมีสามกาย เสียดายที่ใคร ๆ ไม่รู้กัน
       ที่ฉันพูดว่า จิตวิสัยจะต้องดำรงหลักธรรมฟ้า ใจดำรงหลักเหตุผล กายเพียบพร้อมทำนองคลองธรรมนั้น เป็นอย่างเดียวกับไตรสรณะของศาสนาพุทธ เป็นอย่างเดียวกับสามวิเศษของธรรมศาสนา และเป็นอย่างเดียวกับสามปกครองของศาสนาปราชญ์ ไตรสรณะของศาสนาพุทธก็คือ จิตญาณ ใจ กาย  จิตวิสัยในจิตญาณ ดำรงหลักธรรมฟ้าก็คือ พุทธังสรณังฯ ใจดำรงหลักเหตุผลก็คือธรรมมังสรณังฯ กายเพียบพร้อมทำนองคลองธรรม ก็คือสังฆังสรณังฯ
       สามวิเศษของศาสนาเต๋า (ธรรมศาสนา) คือจิตญาณ ใจ กาย  จิตวิสัยในจิตญาณ เบิกบานงดงามเต็มเปี่ยมอยู่กับสัจธรรม
ใจเบิกบานงดงามพร้อมอยู่กับหลักเหตุผล กายเบิกบานงดงามพร้อมอยู่กับทำนองคลองธรรม
       สามฐานะคุณธรรม ของศาสนาปราชญ์ คือจิตญาณ ใจ กาย  จิตวิสัยในจิตญาณดำรงหลักธรรมฟ้าจะมีธาตุแท้กรุณาธรรม ใจดำรงหลักเหตุผลจะมีปัญญาธรรม  กายเพียบพร้อมทำนองคลองธรรมจะมีความหาญกล้า มีสามฐานะคุณธรรมเท่ากับดำเนินสามปกครองตน
       สามโลกก็คือสามศาสนา ศาสนาปราชญ์ (ขงจื้อ) เริ่มจากหยัดยืนสวรรค์สร้างชีวิต  ศาสนาเต๋า (เหลาจื้อ ) ธรรมศาสนาเริ่มจากฝึกฝนกายธาตุภายใน  ศาสนาพุทธเริ่มจากกล่อมเกลาจิตวิสัยในจิตญาณ
       จิตวิสัยในจิตญาณดำรงหลักธรรมฟ้า จะต้องอ่อนโยน  ใจดำรงหลักเหตุผลจะต้องราบเรียบสมาน  กายเพียบพร้อมทำนองคลองธรรมจะต้องอดออมน้อมรับ
       หมื่นศาสนา ทุกศาสนาเอาคนเป็นฐานของศาสนา  คนมีสามฐานคือฐานของจิตญาณ  ฐานของใจ  ฐานของกาย  เมื่อคนลืมฐานของตนจะไม่อาจหยัดยืนอยู่ได้ ดังคำที่ว่า""ฐานหยัดยืนนำ ธรรมตามก่อเกิด"" กายคือสิ่งสนองรับสนองตอบต่อสรรพสิ่ง มีอะไรที่ทำไม่เป็น ทำไม่ได้เช่นการงานจะต้องพากเพียรเรียนรู้  ใจดำรงหลักสรรพเหตุผล รู้เขารู้เรา  รู้รุกรู้ถอย  รอดผ่านไปได้ก็จะไม่ยาก  จิตญาณเป็นที่รวมภาวะวิเศษศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวลไว้ จะต้องกระจ่างชัดต่อหลักธรรมฟ้า เข้าถึงกาลเวลาฟ้าเอาพระโองการฟ้าเป็นเจ้าเป็นหลักครองชีวิต  ดำเนินตามหลักฟ้า จึงจะนับว่าหยัดยืนอยู่ได้บนฐานของชีวิต
       จิตญาณ ใจ  กาย  สามโลกนี้ หากไม่ปกติสุขเป็นเพราะในสามโลกนั้นมีผู้ร้ายคือ ๑.จิตวิสัยโกรธ แค้น ขัดเคือง กิเลส  ๒.ใจมีตัณหา เห็นแก่ตัว  ๓.กายมีอบายมุข  อยากให้สามโลก (จิตญาณ ใจ กาย )เป็นปกติสุขจะต้องเอาหลักธรรมฟ้าจับผู้ร้ายในจิตญาณตน เอาหลักเหตุผลจับผู้ร้ายในใจตน  และเอาทำนองคลองธรรมจับผู้ร้ายในกายตน


ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
       อารมณ์ระเริงสะเทือน เป็นอาการป่วยในโลกของจิตญาณ คิดคำนึงถึงความไม่ถูกต้องของใคร ๆ เป็นอาการในโลกของใจ
คำนวนการเพื่อกายตน เอารัดเอาเปรียบเพื่อตนเป็นอาการป่วยในโลกของกาย ถ้ากลับกันเสียได้ป่วยก็จะหาย
       โลกของจิตญาณหากใสจะไม่เกิดอารมณ์ (โมหะ โทสะ ) โลกของใจหากใสจะไม่เกิดความมักได้เห็นแก่ตัว  โลกของกายหากใสจะไม่มีอบาย ญาณไม่ใสจะไม่มีวาสนา กายไม่ใสจะไม่มีอายุวัฒนะ ฉะนั้นพึงทำความใสให้แก่สามโลกของตน
       ฉันได้ยินท่านว่าบรรยายกาศคลุกเคล้าที่ปกคลุมโลกในบุรพกาลเบื้องต้นแปรเป็นสามใส ในความเข้าใจของฉัน ""คน""คือตัวบรรยายกาศที่คลุกเคล้าปกคลุม ในจิตญาณหากปราศจากวิสัยโมหะ โทสะคือญาณใส ใจปราศจากมักได้เห็นแก่ตัวคือใจใส กายปราศจากอบายคือกายใส เมื่อใสได้ทั้งสามโลก (จิตญาณ ใจ กาย )จึงจะนับว่าบรรยายกาศคลุกเคล้าแปรเป็นสามใส ป่วยในสามโลกนั้นฉันรักษาให้หายได้หมด ก่อนอื่นจะต้องแยกสามโลกออกจากกัน ชำระให้ใสจัดระเบียบเสียใหม่  กายปราศจากอบายโลกของกายจะไม่ป่วย  ใจปราศจากมักได้เห็นแก่ตัวโลกของใจก็จะไม่ป่วย  จิตญาณปราศจากวิสัยโมหะโทสะโลกของจิตญาณก็จะไม่ป่วย โรคภัยของจิตใจจะต้องรักษาด้วยธรรมะ มิฉะนั้นจะไม่หาย กินยาไม่เิกิดผล เสียดายที่ใคร ๆ ไม่รู้
      จิตญาณเป็นดวงดาวสุขวาสนา  ใจเป็นดวงดาวลาภสักการะ  กายเป็นดวงดาวอายุวัฒนะ  กินมากเกินควรบั่นทอนวาสนา พูดจาทำร้ายเขาถูกตัดทอนลาภสักการะ  ตกแต่งสวมใส่เกินควรเสียหายต่ออายุวัฒนะ คนจึงพึงสำรวจตรวจตนทุกเวลาอย่าละเลย หนทางชีวิตที่สำคัญของคนก็คือโลภ แก่งแย่ง ขุดคุ้ยปั่นป่วน  โลภจะผิดต่อหลักธรรมฟ้าเป็นหนี้ฟ้าเบื้องบน  แก่งแย่งผิดต่อหลักเหตุผลเป็นหนี้ทางโลก  ขุดคุ้ยปั่วป่วนผิดทำนองคลองธรรมเป็นหนี้นรกภูมิ หากละเมิดผิดทั้งสามตัวหนี้เป็นหนี้ทั้งสามโลก สุดท้ายยังจะดีได้อย่างไร
      โลภคือผิด  แก่งแย่งคือโทษ  ปั่นป่วนขุดคุ้ยคือเวร  ชอบคับแค้นโทษโพยคือทำร้ายจิตใจตนไม่คับแค้นจะรักษาพลังรักษาชีวิตตนไว้ให้ดี ชอบย้อนเสียดายที่เสียไปทำร้ายจิตญาณตน ไม่ย้อนเสียดายรักษาจิตญาณ รักษาวาสนาไว้ได้ ชอบคับแค้นขัดเคืองเขาทำร้ายร่างกายตน ไม่ขัดเคืองโทษโพยใครรักษากายรักษาอายุวัฒนะ
      คนหากไม่คับแค้นไม่ย้อนเสียดายไม่ขัดเคืองไม่โทษโพยใคร สามโลกของตนก็จะไม่ต้องได้รับบาดเจ็บ คนมีไตรรัตน์ก็คือจิตญาณ ใจ กาย จิตญาณเป็นธาตุน้ำ ใจเป็นธาตุไฟ กายเป็นธาตุดิน น้ำเป็นกายธาตุหล่อเลี้ยงชีวิตตัวตน ดินเป็นพลังธาตุดำรงอุ้มชูกายสังขาร ไฟเป็นวิญญาณธาตุที่รับรู้ของคน กายธาตุสมบูรณ์จะเพิ่มพูนปัญญา  พลังธาตุสมบูรณ์จะเพิ่มพูนการเจริญเติบโตวิญญาณธาตุสมบูรณ์จะเพิ่มพูนความศักดิ์สิทธิ์ คมไวจิตใจแจ่มชัด
      ทั้งนี้อุปมาเช่นการเผาอิฐเริ่มจากปั้นก้อนดิน เผาด้วยไฟสุดท้ายรดน้ำอิฐจะแข็งแกร่งทนทาน ทุกคนเข้าหาจิตญาณ ใจ กายให้มากเท่ากับเติมฟืนไฟเผาดินดิบให้เป็นอิฐสุก เข้าถึงจิตญาณใจกายในตนจะเหนือกว่าคนรวยทรัพย์นับไม่ถ้วนทีเดียว สำรวจตนสามของฉันคือ หนึ่ง สำรวจรู้ว่าไม่มีโทสะโมหะเวลาที่ถูกเขาจัดการปฏิกิริยาของจิตญาณเป็นอย่างไร  สอง สำรวจว่าใจรู้พอเพียงไหมเอนเอียงเห็นแก่ตัวหรือไม่เวลาเสียเปรียบใจรู้สึกอย่างไร  สาม สำรวจว่าทำตัวเที่ยงตรงถูกต้องไหมทำได้จริงจังอย่างไร นี่คือสำรวจตนสามของฉัน
      สามแนะนำ( ซันกังหลิ่ง )ของฉันคือจิตญาณดำรงหลักธรรมของฟ้า  ใจดำรงหลักเหตุผล  กายเพียบพร้อมทำนองคลองธรรม  แปดข้อธรรม (ปาเถี่ยวมู่) ของฉันคือไม่โลภ ไม่แก่งแย่ง ไม่หดหู่ ไม่ย้อนเสียดาย ไม่ขัดเคือง ไม่ร้อนรน ไม่พลุ่งพล่าน ไม่โกรธ ทำได้ดังนี้ไม่สิ้นเปลืองเงิน ไม่สิ้นเปลืองแรง ไม่เพียงบรรลุธรรมยังอาจบรรลุพุทธะ
      อดทนได้จิตญาณบรรลุ  รู้พอเพียงใจบรรลุ  ขยันหมั่นเพียรกายบรรลุ อย่างนี้จะดีเชียวจบสิ้นปัญหาไม่ได้ ก็จะไม่ดี

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
                จิตวิสัยมีสามภาวะคือ จิตวิสัยฟ้า  จิตวิสัยสัญญาความจำ  จิตวิสัยเคยชิน 
      จิตวิสัยฟ้า   สูงส่งจากฟ้าบริสุทธิ์หมดจดเช่นที่  ปราชญ์เมิ่งจื่อ ว่า"จิตวิสัยดีงาม"ก็คือจิตวิสัยฟ้า 
      จิตวิสัยสัญญาความจำ  ได้จากความเป็นคน จะร้ายเช่นที่  ปราชญ์สวินจื่อ ว่า"คนมีจิตวิสัยร้ายมาแต่กำเนิด"
      จิตวิสัยเคยชิน  เรียนรู้ในภายหลัง ดีได้ ร้ายได้ ดังคำที่ว่า "ใกล้ชาดจะแดง ใกล้หมึกจะดำ" ที่ปราชญ์เก้าจื่อ ว่า"ไปซ้ายไปขวาไม่คงที่" จิตวิสัยฟ้าไม่ใสจะไม่สว่างจะให้ใสต้องละยึดหมายไม่โลภอยาก  จิตวิสัยสัญญาความจำ ไม่ชำระปรับแปรจะไม่เที่ยงตรงชำระปรับแปรด้วยการลดทิฐิ  จิตวิสัยเคยชิน ไม่ขจัดจะไม่มั่นคงต้องละอบาย คนหากใช้จิตวิสัยฟ้าจะอยู่ท่ามกลางโลกโลกีย์ได้โดยไม่แปดเปื้อน อีกทั้งสว่าง สมาน
      ภาวะใจของคนต่างกันเปลี่ยนไปทุกขณะ พี่น้องท้องเดียวกันเก้าคนนิสัยต่างกัน มันติดมากับกรรมพันธุ์เขาเรียกว่า"เชื้อไม่ทิ้งแถว" รู้ตัวว่ากรรมพันธุ์ไม่ดี เมล็ดพันธุ์ไม่ดี จะต้องปรับเปลี่ยนจากตัวเราเองทันที ให้บรรพบุรุษเก้าชั้นล่วงพ้น ให้ลูกหลานเจ็ดชั้นร่มเย็น อย่าถ่ายทอดสืบต่อเมล็ดพันธุ์ที่มีปัณหา จิตวิสัยตนเป็นไปด้วยตน ดีร้ายได้จากตนเป็นคนทำ ผู้ใช้จิตวิสัยฟ้าจะค้นหาความดีในตัวใคร ๆ  ผู้ใช้จิตวิสัยสัญญาความจำมีรากหยั่งฝังลึก จิตวิสัยเคยชินในอดีตชาติจะกลายเป็นจิตวิสัยสัญญาความจำในชาตินี้
      ปรับแปรจิตวิสัยสัญญาความจำ (ละโลภ โกรธ หลง กลัดกลุ้ม คุมแค้น...)เสียได้จิตวิสัยฟ้าจะสมบูรณ์ ปรับแปรไม่ได้จะเหมือนมีผีสิงสู่อยู่ในเรือนตน ความชั่วร้ายนั้นทำให้เจ็บป่วย ถึงตาย ฝังราก ยากจะถอนเอาชนะมันไม่ได้ก็เป็นคนดีไม่ได้พุทธพจน์ว่า"เวรกรรมตามติด อวิชชาจะก่อกวน" ยากจะบรรลุพุทธะ
       จิตวิสัยเคยชินเป็นไปตามสรรพสิ่งแวดล้อม  จิตวิสัยสัญญาความจำ มีกิเลสอยู่ในท่ามกลางหมู่ชน หากเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ มาสู่สถานบำเพ็ญสร้างกุศลประโยชน์ให้มาก ปรับพฤติกรรม ปรับกายให้พ้นไปได้ ใจจะพ้นตาม จิตวิสัยสัญญาความจำจะสลายตัวไม่เช่นนั้น จะพ้นจากสามโลกได้อย่างไร  ขจัดจิตวิสัยเคยชิน สลายจิตวิสัยสัญญา กลับคืนจิตวิสัยฟ้าสมบูรณ์

Tags:
 

มหาปณิธาน

พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ (地藏王菩薩)

มหาปณิธานพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ (地藏王菩薩)

“...เพื่อหมู่สัตว์ทั้งหกภูมิผู้มีบาปทุกข์ ข้าพเจ้าจะใช้วิธีการต่างๆ ช่วยให้หลุดพ้นจนหมดสิ้น แล้วตัวข้าพเจ้าจึงจะสำเร็จพระพุทธมรรค”