collapse

ผู้เขียน หัวข้อ: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋  (อ่าน 31373 ครั้ง)

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
Re: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 28/07/2553, 02:31 »
  ธาตุทั้งห้าที่ฉันพูดคือ ธาตุไม้ ไฟ ดิน ทอง น้ำ  ห้าคำมานิยามเช่นเดียวกับศีลห้าศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับห้าพลัง
  เดิมแท้ของศาสนาเต๋า และคุณธรรมห้าของศาสนาปราชญ์  เกิดโทสะ (ธาตุไม้)คือ ข้อปาณาฯ ชอบสำรวยสวยงาม
  (ธาตุไฟ) คือ ข้อกาเมฯ ซื้อของให้เงินเขาขาดไปแม้ไพเบี้ย (ธาตุทอง) คือ ข้ออทินนาฯ กินหรูหราฟุ่มเฟีอย(ธาตุน้ำ)
  คือ ข้อสุราเมรัยฯ พูดโกหกแม้เพียงครึ่งคำ (ธาตุดิน)ก็คือข้อมุสาฯ
  คนธาตุไม้     มีวิบากภัย           คนธาตุไฟ  ได้รับทุกข์           คนธาตุดิน   ต้องเหนื่อยหนัก
  คนธาตุทอง   ต้องยากจน          คนธาตุน้ำ   ต้องเสียอารมณ์
  ธาตุในตัวเป็นอะไรก็เกิดวิสัยเป็นธาตุนั้น ๆ มหาพรหมราชเจ้าเหลาจื่อ โปรดว่า "เคราะห์ภัยวาสนาหามีประตูเปิดไม่"
  ตนเองสิเรียกไว้ให้เอาเข้ามา""ไม่ผิดทีเดียวฉันจึงว่า เรื่องดีเรื่องร้ายล้วนแตวิสัยของตัวเองนั่นแหละชักนำเข้ามา
  ความทุกข์ของคนล้วนอยู่ในจิตวิสัยของตน ไม่ยอมใคร คือพลังอินธาตุไม้  ชอบเอาชนะเหตุผลคือพลังอินธาตุไฟ
  ชอบขัดเคืองโทษโพย คือพลังอินธาตุดิน   ชอบถกเถียงโต้แย้ง คือพลังอินธาตุทอง  ชอบจุกจิกยุ่งยาก คือ
  พลังอินธาตุน้ำ  ญาณที่เบื้องบนประทานมาเรียกว่า ธรรมญาณ   ธรรมญาณวิสัยจะไม่เอนเอียง ส่วนญาณวิสัยที่มี
  อยู่ในโลกีย์ชน เรียกว่า"อนุสัย (สันดาน) มีบางมีหนา สิ่งที่มาเรียนรู้ใหม่ในภายหลังเรียกว่านิสัยความเคยชินมีดีมีชั่ว
  อนุสัยไม่ปรับเปลี่ยนจะไม่ไหวคม นิสัยเลวไม่กำจัด ไม่อาจหยัดยืน หากอนุสัยหนักไปทางธาตุไม้การพูดจามัก
  จะกระทบกระเทียบ เปรียบเปรย อนุสัยหนักไปทางธาตุไฟ การพูดจามักจะเผาไหม้ทำลาย อนุสัยหนักไปทางธาตุดิน
  การพูดจามักจะกดขี่บังคับ อนุสัยหนักไปทางธาตุทอง การพูดจามักจะเชือดเฉือนบาดใจ อนุสัยหนักไปทางธาตุน้ำ
  การพูดจามักจะหมกจมเขา คนหากแปรเปลี่ยนกำจัดอนุสัยได้ ธรรมญาณวิสัย ก็จะสำแดงคุณ
  อารมณ์วิสัยของคนทั่วไปล้วนไม่เที่ยงตรง ถ้าหนักไปทางธาตุไฟก็ชอบจะเอาชนะยื้อยุดเหตุผล หนักไปทางธาตุดิน
  จะข่มแหงรังแกเขา  หนักไปทางธาตุทอง จะทำร้ายคน หนักไปทางธาตุน้ำ จะหมกจมเขา  หนักไปทางธาตุไม้
  จะไม่ยอมรับนับถือใคร กำจัดปรับเปลี่ยนความหนักเอียงไปข้างหนึ่งข้างใดได้ ก็จะได้ธรรมะ
 

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
Re: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 29/07/2553, 08:50 »
รู้หยุดจึงเกิดสมาธิ                    เป็นภาวะของพลังหยาง  ธาตุไม้
มีสมาธิจึงสงบนิ่ง                     เป็นภาวะของพลังอยาง  ธาตุไฟ
สงบนิ่งจึงสุขแท้คงมั่น               เป็นภาวะของพลังอยาง  ธาตุดิน
สุขแท้คงมั่นจึงพิจารณาได้จริง     เป็นภาวะของพลังอยาง  ธาตุทอง
พิจารณาได้จริงจึงได้ผลจริง        เป็นภาวะของพลังอยาง  ธาตุน้ำ

คัมภีร์มหาบุรุษปฐมบท สอนเราจนครบถ้วนด้วยธรรมะของความเป็นคนหนอ  คัมภีร์ทางสายกลางปฐมบท ก็กล่าวถึงวิถี
อนุตตรธรรมไว้อย่างทะลุปรุโปร่งหนอ
ธาตุไม้  โดยแท้เป็นรากฐานของความเป็นพุทธะ วิสัยของคนธาตุไม้โดยแท้(อยาง) จะมีวิจารณญาณโดยตน อดทน
           อดกลั้น  เสริมสร้างสรรพสิ่ง
ธาตุไฟ   โดยแท้เป็นรากฐานของเทพ วิสัยของคนธาตุไฟโดยแท้ จะเป็นผู้เข้าถึงหลักสัจธรรมได้ รู้กาละเทศะ รู้บรรลุ
            การอันควร ปรับแปรสรรพสิ่ง  ไม่ถูกสรรพสิ่งผูกมัด
ธาตุดิน   โดยแท้เป็นรากฐานของธรรมะ  วิสัยของคนธาตุดินโดยแท้ จะเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ยอมรับฟัง อดกลั้นได้
            ปรับแปรได้ เสริมสร้างสรรพสิ่งได้ ผู้อื่นเลวเป็นเหตุเป็นผลกรรมของผู้อื่น เธออย่าได้กล่าวโทษเขา และไม่
            ต้องร้อนรนแทนเขา                                                                       
ธาตุทอง  โดยแท้เป็นรากฐานของความเป็นเซียน หาความดีของผู้อื่นได้ เสียงของธาตุทองดังกังวาลใส  ร่วมบุญ
             สัมพันธ์กับคนมากมาย มีพลังมโนธรรม มีความเฉียบขาดในการตัดสินใจ ฝ่าฟันอุปสรรคได้
             สร้างสรรค์สรรพสิ่งได้
ธาตุน้ำ     โดยแท้เป็นรากฐานของอริยะ ยอมรับผิดได้ ยอมรับผิดจะเกิดปัญญาจากธาตุน้ำ จิตใจจะอ่อนโยนอุ้มชู
             สรรพสิ่งได้
คน แม้หากไม่ได้ธาตุแท้ทั้งห้าไว้ ทิฐิยึดหมาย ใช้แต่อารมณ์ของอนุสัย จะต้องตายในความวิปริตของธาตุทั้งห้า
                                                                               

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
Re: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 30/07/2553, 05:18 »
เข้าถึงความเป็นไปของยุคกาล   คือพลังอยาง   ธาตุไฟ
เชื่อกฏแห่งกรรม                   คือพลังอยาง   ธาตุดิน
หาความดี                           คือพลังอยาง   ธาตุทอง
ยอมรับผิด                           คือพลังอยาง   ธาตุน้ำ
อดทนอดกลั้นได้                   คือพลังอยาง   ธาตุไม้
แท้จริงนี่คือ ธาตุแท้ของธาตุทั้งห้า ความเป็นไปของยุคกาลปัจจุบัน วิสัยจิตใจของทุกคนล้วนมีไฟ วิสัยไฟคือ
โลภ ชอบชิงเหตุผล ชาวโลกจึงโลภอยากกันไม่รู้จักพอ ทำสงครามกันไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ชิงไม่โลภ คือ
พลังอยางธาตุไฟแท้จริง  พลังอยางธาตุไฟแท้จริงจึงจะเข้าถึงความเป็นไปของยุคกาล(จะไม่โลภ ไม่แย่งชิง)   
พูดธรรมะรักษาคนป่วย น้องสะใภ้เกี่ยวดองของฉันป่วยหนัก ทุกคนบอกว่าเข้าขั้นอันตรายมาก ฉันรู้ว่าเธอป่วยเพราะ
ไม่พอใจสามีและแม่ของเขา จึงไปตักเตือนว่า"แม่สามีกับสามีเป็นฟ้าของเธอ เธอไม่พอใจก็คือทำร้ายฟ้าของเธอเอง
ถึงแม้สามีจะจู้จี้วุ่นวาย แต่ก็ด้วยอยากให้เธอดี จะขุ่นเคืองได้ยังไง"พูดถึงตรงนี้เธอพยักหน้า ฉันรู้ว่าความคิดของเธอ
ถูกต้องกลับมาแล้วแต่รู้ว่าเธอยังอาจไม่หายป่วย ฉันเตือนน้องชายผู้เป็นสามีของเธอว่า ฉันรู้ว่าความคิดถูกต้อง
ของภรรยาเธอกลับมาแล้ว แต่ใจยังไม่กลับมา ใจของเํธออยู่กับลามะ (พระธิเบตที่รักษาป่วยไข้)น้องชายจงไปรับ
ท่านลามะมา ไม่ต้องกินยาก็หาย น้องชายไปทำตาม แล้วเธอก็หายป่วยจริง ๆ จึงเห็นได้ว่าขจัดใจหมกมุ่นไป
เหมือนได้กินยาวิเศษ
       

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
Re: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 2/08/2553, 01:08 »
ในใจคิดถึงแต่ความไม่ดีของคนอื่นคือ ใจป่วย โมโหบ่อยๆ คืออารมณ์ป่วย ใจป่วยจะทำให้อารมณ์ป่วยตาม
อารมณ์ป่วยจะทำให้กายป่วยกลับกันเสียป่วยก็จะหาย จากประสพการณ์ที่ฉันพูดแก้ป่วยพบว่าเกิดได้ป่วย
ในบ้านจะไม่หายถ้าไม่ได้ออกจากบ้าน เกิดได้ป่วยจากนอกบ้านจะไม่หายถ้าไม่ได้กลับเข้าบ้านเพราะ
ความป่วยฝังอยู่ในใจ ไม่จบสิ้นความในใจป่วยจะไม่หาย เจ็บป่วยเป็นความทุกข์หากเธอทำเหมือนมีความสุข
นานวันเข้าความสุขจริงๆก็เกิดขึ้น พลังอินอับเฉาในใจก็จะเหมือนควันกลุ่มหนึ่งลอยออกไป โรคภัยหายหมด
ดังคำพังเพยว่า"สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาชัดๆปีศาจก็หนีหาย" ความสุขคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอินคือปีศาจ พอสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ปรากฏชัด ปีศาจย่อมต้องลี้หายอยู่เอง คนที่เจ็บป่วยตายล้วนมีบาป คนที่ตายไปสู่โลกเบื้องสูงคือตายอย่างมีความสุข
จึงไม่ต้องร้องไห้แก่เขา ธรรมะไม่ห่างจากคน ฉันอรรถาธรรมทุกวันหากไม่แจกแจงคนจะมีธรรมะได้ที่ใหนศึกษาธรรม
ไม่มุ่งใจฟังหลายๆครั้งเข้ากลับจะรู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไรไม่เห็นความสำคัญของการเป็นคนไม่ค้นหาความไม่ดีของตน
เอาแต่ดูความผิดเขาอื่นลืมตนเองเสียสิ้น ตั้งแต่เล็กที่เราเป็นหลาน เป็นลูก จนเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเป็นปู่ที่มีหลาน
ตลอดชีวิตที่เป็นมาเราเป็นไม่ถูกเลยสักฐานะเดียว ข้อธรรมหนึ่งเดียวก็เดินไปไม่ถูกเกิดมาวุ่นวายตายไปเสียเปล่า
คนจึงเหมือนถูกโยนทิ้งสูญสิ้นไปไร้ค่าโลกจึงต้องเสียหายไปจากเหตุที่เป็นเช่นนี้ ฉันเห็นชาวโลกช่างน่าขัน
ไม่ใช่ก้าวก่ายบงการเรื่องของลูก ก็ก้าวก่ายบงการเรื่องของภรรยาอีกทั้งพี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ญาติ
เพื่อนฝูง เพียงแค่มีส่วนเกี่ยวข้องกันหน่อยก็ชอบที่จะไปจัดการก้าวก่ายแต่ไม่รู้จักที่จะจัดการกับตัวเอง
ดูเถิดชาวโลกโง่กันขนาดใหน คนที่อยู่ในกรอบคุณสัมพันธ์ห้ากับคุณธรรมห้าเบญจธรรม(อู่หลุน อู่ฉัง)จะเคารพรัก
ซึ่งกันและกันจะปฏิบัติบำเพ็ญธรรมในตนเต็มที่ทุกอย่างเป็นไปโดยตนเองเป็นเองพูดง่ายๆคือธรรมะเป็นถึงความที่สุด
ไม่ใชเล่นหลอก พ่อแม่เมตตากรุณาถึงที่สุด ลูกกตัญญูถึงที่สุด พี่น้องปรองดองถึงที่สุด ล้วนเป็นด้วยตนเอง
จึงจะเรียกว่าถึงที่สุดของความเป็นธรรมะ ถึงที่สุดของธรรมะด้วยตนเองจึงจะเป็นกุศล ถ้าเล่นหลอกก็คือชั่วร้าย

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
Re: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 4/08/2553, 09:33 »
สมัยนี้ที่ครอบครัวแตกแยก ก็เพราะธรรมะเล่นหลอกกันมาก ธรรมะถึงที่สุดมีน้อย เหมือนคนถวงหนี้มีแยะคนที่จ่ายหนี้
มีน้อย อย่างนี้จะไม่ให้ทะเลาะกันได้อย่างไร สมัยนี้คนชอบเดินลงต่ำ คนแก่วิ่งเต้นทำมาหากินทั้งกลางวันกลางคืน
ลูกชายเที่ยวแตร่ไม่ทำงาน อะไรก็ทำไม่เป็น เป็นคนว่างเคว้งคว้าง ลูกสาวอาศัยพ่อแม่ โลภอยากแย่งชิงคับข้องใจ
จะมีเรือนไปก็จะเอาเงินทองของแต่ง เอาสินสมรสมาก ๆ ไม่พอก็เคืองพ่อแม่ เคืองสามี เคืองพ่อแม่สามี มีแต่แรง
ขัดเคืองเต็มอก อย่างนี้จะไม่กลายเป็น "นางขัดเคือง"ไปหรือ ต่อไปโลกจะแปรเป็นมหาเอกภาพ บ้านเมืองจะไม่มี
คนเคว้งคว้าง ในบ้านจะไม่มี "นางขัดเคืองระทมทุกข์" หญิงไม่อาศัยชาย ชายไม่ก้าวก่ายเรื่องของผู้หญิง ชายหญิง
ต่างยืนหยัดได้ด้วยตน เสมอภาคจริงแท้ ไม่มีชายนอกบ้าน ไม่มีหญิงหมกตัวอยู่แต่ในครัว เช่นประเพณีเก่าแก่อีก
ต่อไป จึงเรียกว่า "มหาเอกภาพ" ชาวโลกช่างไม่มีน้ำใจ เริ่มต้นชีวิตก็กินแม่ โตขึ้นหน่อยก็กินน้ำพักน้ำแรงพ่อ
พอมีกำลังความสามารถแล้ว ก็ทิ้งพ่อทิ้งแม่ไป เลี้ยงดูภรรยา ถ้าฐานะร่ำรวย ลูก ๆ ยิ่งทุ่มตัวพิงพ่อแม่เต็มที่ ทั้งกิน
อยู่ใช้จ่าย โดยยึดเป็นสิทธิพึงได้จนกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดจะถูกแบ่งถูกถลุงกันไปไม่เหลือจึงจะแยกย้ายกันไป
คนละทิศคนละทาง เหมือนเจ้าแมงมุมน้อยทั้งรังที่กินแมงมุมใหญ่จนหมดทั้งตัวแล้วจึงจะยอมจากไป
ครอบครัวสมัยก่อนเขาต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชายพึ่งพาอาศัยหญิง หญิงพึ่งพาอาศัยชาย พ่อพึ่งพาอาศัยลูก
ลูกพึ่งพาอาศัยพ่อ อาศัยกันจนทนรำคาญใจไม่ไหวแล้ว ก็จะเกิดการตำหนิ ขัดเคือง เกี่ยงกัน ถึงกับทะเลาะ
ถกเถียงทำร้ายกัน อย่างนี้ถ้าไม่ปรับแปรระเบียบครอบครัว ไหนเลยจะมีความสุขได้  ธรรมะอยู่ตรงหน้าเรา อยู่ใน
ตัวเราคือหลัก หลักตั้งมั่น ความเป็นธรรมะก็แสดงออกเช่นพี่น้องกันให้ถามแต่ตัวเองว่า "ตัวเราใจกว้างหรือไม่
ไม่คำนึงว่าน้องเคารพเราไหม" คนที่เป็นสามีให้ถามแต่ตัวเองว่า"ตัวเรามีจิตสำนึกถูกต้องไหม ไม่คำนึงว่าภรรยา
จะโอนอ่อนหรือไม่" อย่างนี้จึงเป็น"ตั้งหลัก" หลักตั้งมั่นแล้วความเป็นธรรมะก็จะสำแดงออกมาได้เอง คนสมัยนี้
ชอบก้าวก่ายบงการเรื่องของคนอื่น แม้จะถึงตายก็ยอม อะไรจะโง่ปานนั้น

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
Re: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 5/08/2553, 08:14 »
    คนมีชีวิตจิตญาณ ย่อมมีความรู้สึกนึกคิด แต่ "นึกคิด" ต้องไม่ให้เกินฐานะความเป็นจริง เช่นคนเป็นพ่อ ก็ต้อง
นึกคิดธรรมะของความเป็นพ่อ  เป็นลูก ก็ต้องนึกคิดธรรมะของความเป็นลูก  เช่นนี้แล้วครอบครัวจะไม่อบอุ่น
ด้วยพ่อเมตตา ลูกกตัญญู หรือ ฉันพูดเสมอว่า "คนใกล้ตัวจะให้ห่างหน่อย คนไกลตัวให้เข้าใกล้หน่อย" เพราะ
คนใกล้ตัว ใกล้ตัวแล้วจะชอบรังแกกัน อีกทั้งดวงเธอดีร้ายก็ต้องยอมรับ จะเปลี่ยนแปลงดวงได้ก็ด้วยคุณธรรม
กล่อมเกลาเท่านั้น
     คนอยู่ใกล้ ดีก็พูดไม่ได้ ร้ายก็พูดไม่ได้ ห้ามคิดอีกด้วย เตือนได้ แต่ยุ่งเกี่ยวบงการเรื่องของเขาไม่ได้
เตือนก็ต้องคำนวนครั้ง เตือนภรรยาได้เพียงหนึ่งครั้ง เตือนลูกหญิงชายได้สามครั้ง เตือนพี่น้องกันสี่ครั้ง
เตือนเพื่อนฝูงห้าครั้ง เตือนพ่อแม่ไม่มีจำนวนครั้ง  คนใกล้ชิด ใกล้แล้วคือหัวใจ คนห่างไกล ใกล้แล้วคือ
ความตั้งใจ  สำหรับเทพเทวานั้นท่านใกล้ทุกสิ่งใกล้แต่ไกลห่าง พุทธะคือไกลกับทุกสิ่ง ไกลแต่อยู่ใกล้
เช่นทุกคนเคยไกลที่รู้สึกต่อฉันล้วนเป็นคนใกล้แล้วไม่ใช่หรือ
      รู้หยุด คือรู้คำนวน รู้จักพอดี ในโลกนี้ไม่ว่าจะทำอะไร หากไม่รู้หยุดจะต้องงแย่ ชอบกินเนื้อสัตว์
กินมากไปทำร้ายร่างกาย ชอบเหล้าบุหรี่ทำให้เสพติดมึนเมามีภัย ชอบทำงานทำมากไปหน่อยถูกงาน
ผูกพันดิ้นไม่หลุด ถูกคนเกาะติดวางไม่ลง ถูกสรรพสิ่งเป็นภาระผูกพันแยกตัวไม่ออก ล้วนกลายเป็นคนหลง
คนไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อใครเพียงคนสองคน เป็นเจ้านายต้องคำนวนการรวย ก็ต้องคำนวนไปบ้านใคร ก็ต้อง
คำนวนการบ่อยครั้ง กตัญูต่อพ่อแม่ยังต้องคำนวนการ สร้างรากฐานเป็นปึกแผ่น ให้พ่อแม่ภูมิใจหายห่วง
ก็ถือว่ากตัญญูถึงจุดหมายแล้ว ฉันว่าคนที่ไม่รู้หยุดล้วนไม่รู้คำนวนการ
       ในคัมภีร์คุณธรรม (เต้าเต๋อจิงของท่านเหลาจื่่อ) จารึกไว้ว่า"รู้หยุดจะไม่หายนะ" แต่คนทั่วไปไม่ยอม
รู้หยุดต่อเรื่องราวจึงไม่ได้ธรรมะ มักเข้าใจว่า "หยุดคือเสียหาย" หารู้ไม่ "หยุดในความเป็นจริง" ไม่มีความ
เสียหายแน่แท้ หยุดด้วยเห็นสัจธรรม ไม่รู้หยุดจะเหมือนนั่งรถไฟ ทัศนียภาพผ่านสายตาไปเห็นได้ไม่ชัดจริง
        ลูกหญิงชายไม่ดีเพราะใจเธอไม่ดี ภรรยาไม่ดีเพราะชะตาชีวิตของเธอไม่ดี พี่น้องไม่ดีล้วนเป็นไปตาม
ชะตากรรมที่ทำไว้ คนสมัยนี้ ตัวเองไม่ดีหวังให้คนอื่นเขาดีเสียก่อน เกรงแต่ว่าผู้อื่นไม่ดี เห็นเขาไม่ดีก็ทุกข์
เศร้ากลัดกลุ้มถึงกับโกรธ ตบตี ช่างไม่รู้ชะตาชีวิตตนเลย
        ฉันเป็นชาวนา เห็นข้าวเกาเหลียงที่เติยโตในที่นา ที่สูงก็สูงเกิน ที่เตี้ยก็เตี้ยเกิน ก็จะเก็บเกี่ยวไม่ได้มาก
จะต้องให้เขาเติบโตเสมอกัน จึงจะเก็บเกี่ยวได้ข้าวเกาเหลียงจำนวนมาก ครอบครัวก็เช่นกันผู้มีความสามารถก็
จะสูงส่ง ไม่มีก็จะต่ำต้อย หากผู้สูงส่งก็สูงส่งของตนไป ต่ำต้อยก็ต่ำต้อยอยู่อย่างนั้น คนในบ้านก็จะเหลื่อมล้ำ
จะต้องอุ้มชูเสริมส่งกัน ครอบครัวจึงจะพร้อมพรัก
         ลูกชายเป็นหลักใหญ่อยู่ในบ้าน ให้รู้ว่าพ่อแก่ แม่แก่ เป็นชีวิตฟ้าบารมีคุ้มหัว พี่น้องเป็นชีวิตบุญเก่า
เคยอุ้มชูกันมา  ภรรยาคือชีวิตอิน อิน - หยางคู่กัน  คนสมัยนี้ใส่ใจแต่ชีวิตอิน(ภรรยา) ไม่ใส่ใจชีวิตฟ้า(พ่อแม่)
ชีวิตชาวโลกจึงตกต่ำ ชีวิตคือเกียรติคุณ  เกียรติคุณเที่ยงตรง ชีวิตก็จะเที่ยงตรง เมื่อชีวิตเที่ยงตรงจิตญาณ
ก็จะงดงาม สอนคนจึงสำคัญที่จิตญาณและชีวิต
          คนที่เป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์ อบรมลูก อบรมศิษย์ จะต้องหยิบยกคุณความดีของบรรพชนบ่อย ๆ ไม่เอา
คุณความดีของท่านแต่ก่อนเก่ามาเล่าสอนคือเพิกห่างทางธรรม  ปัจจุบันโรงเรียนสอนแต่ความรู้วิชาการ อีกทั้ง
ว่าคนแก่คร่ำครึ เมื่อสร้างเหตุแห่งกรรมดังนี้ ลูกหลานยิ่งเรียนสูงจึงยิ่งดูถูกคนแก่เฒ่า ปลูกฝังให้ผิดต่อคุณธรรม
ความกตัญญู ปรองดอง จริยธรม คนกลัวต้องผจญกับวันเวลาอันต่ำต้อยเลวทราม ถ้าไม่รู้ชีวิตอย่างนี้
วันเวลามันจึงเลวทราม

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
      ทุกคนมีธรรมะอยู่กับตัว ไม่ต้องไปแสวงหาที่ใดจากภายนอก จะต้องเอาชนะตนเองเสียก่อน อย่าบงการ
จุ้นจ้านก้าวก่ายเรื่องของเขา ควบคุมคนอื่นจะไม่ถึงแก่นแท้ได้ ควบคุมตนเองต่างหากจึงจะถึงที่สุด ตัวเองไม่จริง
ถึงที่สุดผู้คนไม่ยอมรับนับถือทุกคนรู้จักพูดว่าเคารพฟ้าดิน กตัญญูต่อพ่อแม่ ฉันว่าจะเคารพฟ้า ก่อนอื่นต้องชำระ
จิตญาณตนไม่ชำระจิตญาณตนไม่อาจกตัญญูต่อพ่อแม่อย่างแท้จริงได้
      จะเคารพดิน จะต้องทำใจให้หมดจดเสียก่อน จิตใจไม่หมดจดไม่อาจกตัญญูต่อพ่อแม่ได้ จิตใจจิตญาณ
ไม่ชำระให้หมดจดแล้วจะบอกว่ากตัญญู เท่ากับด่าคน วางตัวเป็นคนให้ถูกต้องไม่เป็น จะไม่นับว่ากตัญญู ผู้คน
ไม่ยอมรับนับถือ ไม่นับว่ากตัญญู เป็นคนให้ดี ทำการงานให้ดี ให้เขายอมรับนับถือจึงนับว่ากตัญญู
       ทำตัวเป็นคนได้ คือรวมหมื่นญาณศักดิ์สิทธิ์ไว้กับตัว ทำตัวเป็นคนไม่ได้ เท่ากับกระจายหมื่นญาณในตัว
ออกไป เห็นใครคนหนึ่งก็ให้ปลงเห็นสัจธรรมในความเป็นคนคนนั้น เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ปลงเห็นหลักของความ
เป็นจริงของสิ่งนั้น คุณสมบัติกับความไม่เที่ยงแท้ เรียกว่า "รวมหมื่นญาณ" ไว้ในตน เข้าในธรรมะของคนตรง
หน้าได้ (รู้เขารู้เรา) จึงจะได้ความเป็นคนอย่างแท้จริง
       ไม่เข้าใจธรรมะในตัวผู้ใด ก็ผิดต่อผู้นั้นต่อสรรพสิ่งก็เช่นกันไม่เข้าใจธรรมะของความเป็นพ่อความเป็นภรรยา
สามี ล้วนผิดต่อเขา หาความเป็นธรรมะได้หนึ่งด้าน คือเอาชนะตนเอง จะต้องรู้จักรับผิดไม่หาความผิดเขา อย่าว่า
พ่อแม่ไม่เมตตา ต้องถามว่าตนเองกตัญญูหรือไม่ อย่าถามว่า พี่น้องสำนึกดีต่อกันหรือไม่ ให้ถามตนเองว่า
ปรองดองไหม ไม่ฝักใฝ่ว่าใครดีไม่ดี จงถามตัวเองว่าจริงใจไหม มุ่งมั่นจริงใจซาบซึ้งถึงพุทธะ เจตนาจริงใจ
ซาบซึ้งถึงเทพยดา ความรู้สึกจริงใจ ซาบซึ้งถึงคน อาการจริงใจ ซาบซึ้งถึงสัตว์
        ใครเขาไม่พอใจ ก็เพราะเธอขาดความสามารถ   ใครเขาไม่สนับสนุนเธอ เพราะเธอใช้การไม่ได้
หากเธอดูถูกดูแคลนใคร คือเธอใจแคบ  จะกตัญญูต้องเริ่มจากจิตญาณ จิตใจ ร่างกาย  ไม่ปรับแปรจิตญาณ
ไม่อาจกตัญญูโดยจิตญาณ ใจไม่ศรัทธาแท้ใจไม่อาจกตัญญู  กายไม่บำเพ็ญกายไม่อาจกตัญญู
        จะกตัญญูให้ถึงที่สุดจริงแท้ จะต้องชำระสามโลก คือโลกของจิตญาณส่วนลึก  โลกของจิตใจส่วนรู้
โลกของร่างกายส่่วนเคยทำ คนที่อยู่กับโลกกายสังขารรู้จักแต่จะกิน จะแต่งตัว จึงเข้าใจว่าให้เสื้อผ้าอาหาร
แก่พ่อแม่เป็นความกตัญญูยิ่งแล้ว นี่คือ "กตัญญูกาย"  คนที่อยู่กับโลกของจิตใจรู้แต่ความรู้สึกเจตนาจึงตาม
ใจพ่อแม่โดยคิดว่าเป็นความกตัญญู นี่คือ "กตัญญูใจ"
         คนในโลก กายกับใจ ชอบที่จะคิดถึง ห่วงหาใคร ๆ จึงเข้าใจว่า คิดถึงห่วงหาพ่อแม่ เป็นความกตัญญู
ไม่รู้ว่าคิดถึงตัวของพ่อแม่ แต่ไม่คิกถึงธรรมะจะเป็นการเพิ่มโทษบาปให้พ่อแม่ ใจของเธอไม่สบาย ท่านจะ
สบายใจได้อย่างไร คนในโลกเจตนาดำริเอาความสุขเป็นหลัก เขาจึงเอาการทำให้พ่อแม่เป็นสุขเป็นความ
กตัญญูยิ่ง คนในโลกของจิตมุ่งมั่นจะไม่ถูกกำจัดอยู่กับรูปแบบ ในใจมีความมุ่งมั่นของพ่อแม่ทำให้ท่านวางใจ
ไม่ต้องกังวลห่วงใย กตัญญูมุ่งมั่นจึงจะเป็นกตัญญูแท้จริงจะต้องก่อฐานบรรลุธรรมแด่ท่าน คือส่งท่านให้ถึง
พุทธภูมิ จึงจะนับว่ากตัญญูถึงที่สุด
                 

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
Re: พระวจนท่านผู้เฒ่าหวังเฟิ่งอี๋
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 7/08/2553, 06:13 »
       คนใช้ใจคิดถึงห่วงหาพ่อแม่ เท่ากับฆ่าพ่อแม่ของเขา จะต้องตัดเยื่อใยสัมพันธ์(ไม่ให้พ่อแม่ห่วงหาอาวรณ์)
กตัญญูด้วยจิตมุ่งมั่น จึงจะเป็นลูกกตัญญูแห่งพุทธภูมิ  ใจเรียก ใจห่วงหาโดยไม่รู้ดีร้าย ความคิดถึงห่วงหาร้ายกาจ
ยิ่งกว่าด่าตีท่านเสียอีก ทำการใดไม่รับผิดชอบจริงจังต่องานนั้น คือผิดต่อฟ้า ก็คือไม่กตัญญู
       มีคนถามฉันบ่อย ๆ ว่า "ความกตัญญูทำอย่างไรจึงจะถึงที่สุด" ฉันว่า จะต้องเริ่มจากจุดที่พ่อแม่ขาดพร่อง
ที่ท่านมีความลำบาก ที่ท่านทุกข์ใจห่วงใย เธอไม่ช่วยจัดการก็ไม่นับว่ากตัญญูถึงที่สุด
       ถ้าพ่อแม่มีความผิดลูกต้องเติมเต็มให้  แม่ฉันเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ ด้วยเกรงว่าคนในตระกูลจะรังเกียจรังแก
และทำให้ลูกหลานต้องพลอยลำบากไปด้วย แม่จึงไม่กล้ารับเอาคุณตาซึ่งเหลืออยู่เพียงลำพังท่านเดียวมาเลี้ยงดู
ภายหลังฉันได้รู้ถึงความผิดนี้จึงรีบไปรับคุณตามาเลี้ยงดูทันที ไม่เพียงไม่ต้องการที่ดินเป็นสินน้ำใจตอบแทน
การเลี้ยงดูจากคุณตา ซ้ำท่านยังมีหนี้สินติดตัวมาด้วย ซึ่งถึงอย่างไร ฉันก็จะเลี้ยงดู นี่คือการเติมเต็มหรือปะรูรั่ว
ให้แก่พ่อแม่ กายคือตัวของตน  ใจคือลูก  เจตนาดำริคือพ่แม่  ขวัญคือปู่ย่า
        อยากรู้ว่าลูกจะดีหรือเลว ให้ดูใจตนว่าเที่ยงตรงหรือไม่ คนถ้าไม่มีความสุข ชอบเหลวไหล เผลอไผล ก็คือ
เจตนาดำริไม่บริสุทธิ์ใจ ซึ่งพ่อแม่ของเขาไม่ดีแน่นอน ฉันจึงบอกว่าปกครอง (เยียวยา)โลกนี้ไม่พ้นจากตัวของตน
ใครคนหนึ่งถามฉันว่า "เตี่ยฉันชอบเที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ ฉันจะทำอย่างไรดี"
ฉันบอกเขาว่า เธอทำได้แค่วิธีสะท้อนกล่อมเกลาให้เตี่ยซาบซึ้งเท่านั้น
        ฉันมีอาในสกุลคนหนึ่งเมื่อก่อนก็ทำอย่างนี้ น้องชายคือลูกของอาคนนี้ ก็ถามว่าจะทำอย่างไรดี ฉันบอกว่า
"ให้พูดต่อใคร ๆ ว่าเตี่ยเป็นคนดี มีคุณธรรม มีน้ำใจ ยอมเสียเปรียบ และระบือความดีอื่น ๆ ของท่านนานวันเข้า
ร่ำลือไปถึงหูเตี่ย รอเวลาที่เตี่ยมีความยินดีในวาระอะไร ให้จัดเหล้ายาอาหารมาให้เตี่ยกิน ขณะกินจนเปรมใจ
ก็บอกเตี่ยว่าคนข้างนอกเขาว่าเตี่ยไม่ทำการงาน ผมเป็นลูกของเตี่ยจะมุ่งมั่นดำเนินธรรมฟื้นฟูชื่อเสียงของเตี่ยให้ได้"
        น้องชายคนนั้นทำตามฉันบอก ไม่นานเตี่ยของเขาก็กลับตัวกลับใจ อีกทั้งขยันการทำงานซื้อที่นาได้อีก
หลายผืน ฉันจึงว่า ต่อพ่อแม่ใช้วิธีสะท้อนให้ซาบซึ้งกล่อมเกลาอย่างนี้เป็นดีที่สุด
        เป็นคนได้ไม่ดีเพราะไม่รู้ชีวิตเรียกว่า"ทิ้งขว้างชีวิต "  การทำงานได้ไม่ดีเพราะไม่รู้ธรรมะเรียกว่าทิ้งขว้างธรรมะ
ล้วนเป็นอกตัญญู อยากฉุดช่วยพ่อแม่ให้หลุดพ้น ตัวเองจะต้องแข้มแข็งกว่าพ่อแม่ ทำได้เหนือกว่าท่าน จึงจะนับว่า
ฉุดช่วยท่าน คนถ้าเอาเงินทองของพ่อแม่เองซื้อเสื้อผ้าอาหารการกินเลี้ยงดูท่าน ดูอย่างกับกตัญญูแท้จริงไม่อาจ
นับได้ คนแก่มีทรัพย์สมบัติ แต่ลูกยังต้องทุกข์ยากไปหาเงิน ทำให้ท่านห่วงใยก็ไม่นับว่ากตัญญู ความหมาย
ของฉันก็คือ คนแก่ถ้ามีเงินเหลือเฟือลูกก็อาจใช้เงินทองของท่าน (ตามสมควร)ได้ แต่หากไม่มีเงิน ลูกจะต้องหาเงิน
ให้ท่านเป็นหลักเป็นฐาน ไม่ให้ท่านเกิดความโลภอยาก เพื่อให้ท่านรักษาคุณธรรมไว้ได้จึงจะเป็นกตัญญูจริง

Tags:
 

มหาปณิธาน

พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ (地藏王菩薩)

มหาปณิธานพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ (地藏王菩薩)

“...เพื่อหมู่สัตว์ทั้งหกภูมิผู้มีบาปทุกข์ ข้าพเจ้าจะใช้วิธีการต่างๆ ช่วยให้หลุดพ้นจนหมดสิ้น แล้วตัวข้าพเจ้าจึงจะสำเร็จพระพุทธมรรค”