collapse

ผู้เขียน หัวข้อ: บทสำรวจตนเอง  (อ่าน 16966 ครั้ง)

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
บทสำรวจตนเอง
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 21/02/2554, 04:11 »

                                                           ๒๔

     มโนธรรมแห่งเราได้มีพร้อมมาแล้วแต่กำเนิด และก็ยังเป็นสิ่งที่คงอยู่แต่เดิมแล้วในใจของทุก ๆ คน โดยมิจำต้องไปแสวงได้จากภายนอกแต่อย่างใด ขอเพียงแต่เราค้นหาด้วยตน บ่มเพาะบารมีแห่งตน ทำการแจ้ง ทำการเข้าใจ ก็เท่านั้น

                                                            ๒๕

     ในเวลาอันเนิ่นนานเมื่อครั้งอดีต ธรรมญาณแห่งมนุษย์นั้นแสนผ่องใสฟ้าคนรวมเป็นหนึ่งมิแยกฝ่าย จนมิอาจมีสิ่งมดจะมาพรรณาซึ่งความวิเศษได้ แต่นับจากที่ได้ถูกบดบังด้วยโลกียวัตถุ อีกอายตนวิญญาณที่มอมหลงไหล อีกอำนาจทรัพย์สินที่ยั่วยวนไป เพื่อคว้าไขว่ระบายกิเลสที่อัดอั้นใจนั้นแล้ว จึงทำให้ได้คลาดหายจากคุณธรรมดั้งเดิมที่เคยมี และการแย่งชิงดีจึงมีีเกิดทุกหย่อมหญ้า กิเลสตัณหาคลุ้งกระจายลอยสะพัด จนส่งผลให้โลกแห่งพระพุทธาแต่เดิมมาต้องสาบสูญมลายไร้ร่องรอย ระบอบธรรมจารีตล้วนมอดม้วน คุณธรรมแปดมิอาจได้คงมี จึงทำให้โลกแห่งพระพุทธาต้องกลับกลายเป็นโลกโสโครก เหล่านี้ช่างเป็นนรกบนดินโดยแท้ และด้วยฟ้าทรงประสงค์เตือนตักชนชาวโลก ด้วยความจนพระทัย จึงต้องประทานภัยให้ลำเค็ญ โดยจุดประสงค์ก็เพียงเพื่อให้ชาวโลกได้รู้ตื่น ด้วยการเตือนต่อทุรชน ก็หวังเพียงให้ผู้คนรู้ผิดเร่งกลับใจ โดยหาได้มีเป้าหมายเป็นอื่นใดไม่  ดังนั้น  พระแม่เบื้องนิพพานจึงทรงบัญชาให้เหล่าอสูรลงจุติ  จนเกิดก่อเก้าเก้ามหันตภัย  อีกอาศัยเหล่ามารร้ายมาสอบเพื่อดูความจริงเท็จ  ทั้งนี้ก็เพื่อกำหนดมรรคผลฐานะในเบื้องหน้า ทว่า  การคุกคามแห่งมหันตภัยนี้นั้น ก็ยังผลให้สุรชนอีกมากมายต้องมอดม้วยตามไปด้วย เพื่อจะช่วยบุตรคนดีเหล่านี้ จึงได้มีมหาธรรมออกโปรดอย่างกว้างขวาง  ให้พระวิสุทธิอาจารย์ลงอุบัติ ให้ธรรมะออกถ่ายทอดอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ก็เพื่อฉุดช่วยเหล่ากุลบุตรกุลธิดา ให้กลับคืนสู่อนันตภูมิตราบชั่วนิรันดร์

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
บทสำรวจตนเอง
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 22/02/2554, 07:54 »

                                                        ๒๖

     บำเพ็ญธรรมบำเพ็ญจิตนำพิชิตเสมอต้นปลาย ไม่ว่าจะเป็นเพศฆราวาสหรือเพศบรรพชิต หากได้มีปณิธานที่มาดหมายในทางบำเพ็ญธรรม และดำรงค์จิตคิดช่วยเพื่อนมนุษย์แล้ว เจ้าก็จำต้องฝึกฝนบำเพ็ญด้วยความเหนื่อยยากด้วยมาตรว่าจะเป็นงานหยาบอย่างการตัดฟืนหาบน้ำก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นการปฏิบัติฌานขั้นสูงแห่งมหายานธรรมทั้งสิ้นในทางการงานจะใช้เพียงมือและกาย แต่ในทางบำเพ็ญจะใช้ใจและปาก หากเจ้าดำรงจิตโพธิสัตว์ เจ้าก็คือพระดพธิสัตว์ ซึ่งเจ้าจำต้องทำอย่างเป็นหนึ่งเดียวทั้งปากและใจอย่างสม่ำเสมอทุกเวลากาล แต่หากเจ้าพากเพียรเมื่อตอนเริ่มและเกียจคร้านเมื่อตอนปลายละทิ้งเอาตอนกลางคัน ฉะนี้ก็หาได้มีการสำเร็จไม่ ในการบำเพ็ญธรรม เจ้าต้องถือเอาธรรมะมาเป็นแก่น   ถือเอาคุณธรรมมาเป็ยคุณานุภาพ   อันธรรมะและคุณธรรมที่พึงมีแห่งชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นความเคารพนบนอบ   ความศรัทธามุ่งมั่น   ความแข็งเกร่งเที่ยงตรง   ความทะนงศักดิ์หาญกล้า   ความอุทิศเสียสละ ความอบอุ่นเป็นกันเอง   ความเมตตากรุณา   ความอ่อนน้อมถ่อมตน   ความสุภาพเรียบร้อย   อีกความอ่อนโยนเป็นมิตร   ความขยันหมั่นเพียร   ความประหยัดมัธยัสถ์   ความถือสัตย์เคร่งวาจา   อีกทั้งการมีจิตใจอันสูงส่ง    การมีกำลังใจอันกล้าแกร่ง    การมีจิตใจอันอารี    การเคารพอาชีพ    การทำดีแก่ฝูงชน   การปิดทองหลังพระอย่างไม่ตัดพ้อต่อว่าต่าง ๆ  อันเป็นคุณธรรมที่สามารถกระทำให้เป็นจริงได้เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ชีวิตพึงมีอีกเป็นสิ่งที่มวลมนุษย์พึงครอง  ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกฏคุณธรรมของการไปมาหาสู่แห่งสังคมมนุษย์ที่มิควรขาด ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ชำระจิตใจแห่งเราให้บริสุทธิ์ ตราบจนส่งผลให้เราได้หยุดสงบอยู่ ณ ที่สุดแห่งความดี  แล้วค่อย ๆ ขยายอาณาบริเวณไปสู่สังคมโลก  เหล่านี้ก็คือภาระกิจของเรา ซึ่งหากเรามิมีพลังใจอันกล้าแกร่งและไปคล้อยตามกระแสธารแห่งสามัญโลกแล้ว ก็มิไยต้องเอ่ยถึงเรื่องการบำเพ็ญธรรมเลย

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
บทสำรวจตนเอง
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 22/02/2554, 08:20 »

                                                              ๒๗

     การบำเพ็ญธรรมต้องอาศัยกายปลอมบำเพ็ญกายจริง ต้องอาศัยรูปลักษณ์ให้ประจักษ์ในหลักธรรม ครั้นได้แจ่มชัดในหลักธรรมแล้ว ก็จำต้องกวาดล้างเหล่ารูปลักษณ์ที่มี และยึดหลักบำเพ็ญมั่น ทำลายเหล่ารูปลักษณ์ โดยมิควรอาศัยต่อรูปลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น  การบำเพ็ญธรรมจะมิใช่บำเพ็ญโดยยึดน้ำใจไมตรี ต้องดูว่าหากชอบด้วยธรรมก็จงรุดหน้า หากมิชอบด้วยธรรมก็จงลดถอย  อย่าได้เฉื่อยแฉะเชื่องช้าอย่างเด็ดขาด  การบำเพ็ญธรรมต้องเจริญแบบอย่างอริยวัตรแห่งพระพุทธะอริยะ หากมีผิดก็จงแก้ หากมิมีก็จงมานะพากเพียร  ธรรมะนั้นก็อยู่เพียงที่ตน มิอาจค้นพบได้ที่ภายนอก ยามตนได้ดีก็จงดำริให้ผู้อื่นได้ดี ยามตนได้จำเริญก็พึงตระหนักให้ปวงชนได้จำเริญ และสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา ก็จงอย่าไปก่อให้ผู้อื่นได้รำคาญ จงรู้ไว้ว่า ชีวิตกำหนดได้จากตน  บุญวาสนาขอได้จากตน  คุณธรรมบำเพ็ญได้จากตน  อริยภาพปฏิบัติได้จากตน  เมิ่งจื่อกล่าวว่า "ขอก็จักได้ ละก็จักคลาด" ซึ่งทั้งหมดล้วนได้จากตัวเราเองทั้งสิ้น  บำเพ็ญธรรมบำเพ็ญกาย เคร่งครัดที่ตนแต่อย่าตำหนิที่คน หากรู้สำรวมตนโดยมิหวังให้ได้คืนสนองแล้ว เราก็จักมิมีการตัดพ้อท้อพร่ำ  ต่อบนจะไม่โทษฟ้า  ต่อล่างจะไม่โทษปวงประชา  ฉะนั้น วิญญูชนจะธำรงตนให้อยู่อย่างสมถะเพื่อรอรับพระโองการฟ้า  โดยทั้งหมดทั้งปวงนี้ล้วนต้องวอนขอจากตน เมื่อนั้นก็จักได้ที่ตนนั่นเอง

                                                            ๒๘

     โบราณว่าไว้ "หากเข้าโดยมิรู้ประตู  ไยสามารถเข้าโถงอยู่เรือนได้"  ฉะนั้นจึงกล่าวว่า "อ่านท่องหมื่นพันปกรณ์จนขาดวิ่น ยังมิสู้หนึ่งจุดแห่งพระวิสุทธิอาจารย์"  หากผองเราประสงค์จะศึกษาธรรม  ก็พึงได้รู้หนึ่งจุดวิเศษนี้เสียก่อน หากรู้ไม่แตกฉาน การกล่าวความก็จักไม่แจ่มชัด จึงมิไยต้องเอ่ยถึงเรื่องการปฏิบัติเลย และนั่นก็จะไม่สามารถฉุดช่วยทั้งตนเองและผู้อื่นได้  ในบัดนี้ พระวิสุทธิอาจารยฺทรงลงอุบัติ การปรกโปรดอย่างกว้างขวางได้เริ่มขึ้นแล้ว ผองเราได้ประสบพบพระวิสุ?ธิอาจารย์และได้รับสัจธรรมถ่ายทอดแท้ ได้รู้ซึ่งทวารวิเศษและรู้ประตูเข้าแย้มยลแล้ว แต่การจะเข้าโถงอยู่อาศัยในเรือนอย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับปณิธานและการปฏิบัติของเจ้าเอง

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
บทสำรวจตนเอง
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 23/02/2554, 00:51 »

                                                           ๒๘

     โบราณว่าไว้ "หากเข้าโดยมิรู้ประตู  ไยสามารถเข้าโถงอยู่เรือนได้"  ฉะนั้นจึวกล่าวว่า "อ่านท่องหมื่นพันปกราณ์จนขาดวิ่น  ยังมิสู้หนึ่งจุดแห่งพระวิสุทธิอาจารย์"  หากผองเราประสงค์จะศึกษาธรรม  ก็พึงได้รู้หนึ่งจุดวิเศษนี้เสียก่อน  หากรู้ไม่แตกฉาน การกล่าวความก็จักไม่แจ่มชัด  จึงมิไยต้องเอ่ยถึงการปฏิบัติเลย  และนั่นก็จะไม่สามารถฉุดช่วยทั้งตนเองและผู้อื่นด้วย   ในบัดนี้  พระวิสุทธิอาจารย์ทรงลงอุบัติ การปรกโปรดอย่างกว้างขวางได้เริ่มขึ้นแล้ว  ผองเราได้ประสบพบพระวิสุทธิอาจารย์และได้รับสัจธรรมถ่ายทอดแท้  ได้รู้ซึ่งทวารวิเศษและรู้ประตูเข้าแยบยลแล้ว  แต่การจะเข้าโถงอยู่อาศัยในเรือนอย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับปณิธานและการปฏิบัติของเจ้าเอง

                                                              ๒๙

     เราเกิดเป็นคนต้องมีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะต้องมีศักดิ์ศรีอันประเสริฐ  หากศักดิ์ศรีแห่งคนเรายิ่งมัวหมอง  คุณค่าแห่งคนเราก็จักยิ่งต่ำต้อย  หากศักดิ์ศรีแห่งคนเรายิ่งสูงค่า  คุณค่าแห่งคนเราก็จักยิ่งไพสิฐ  แต่พึงทำประการใดจึงจะทำให้ศักดิ์ศรีของเราสูงค่าหล่ะ ?  คือเราต้องมีปณิธานอันยาวไกล  ความคิดอันก้าวล้ำ  ความใฝ่ดีอันกล้าแกร่ง  ฉะนี้ก็จะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้โดยปริยาย  แต่หากเราไม่รักตัวเอง  ยอมต่ำต้อยไปกับกระแส  ยอมจมปลักไปกับกระแส  ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริงก็มิต้องป่ายการเอ่ยถึงเรื่องของศักดิ์ศรีเลย
                                                             

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
บทสำรวจตนเอง
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 23/02/2554, 01:09 »

                                                          ๓๐

     กตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการีนั้น  จุดหมายอันสำคัญคือ ต้องทำให้บุพการีได้พ้นทุกข์ประสบสุข  ต้องฉุดช่วยบุพการีให้พ้นจากหุบเหวแห่งทุกข์ทรมาน  ตราบจนหลุดพ้นจากวัฎฎะสงสารสู่แดนนิพพาน  อย่างนี้จึงจะถือว่าเป็นมหากตัญญูได้  หากแมันในยามที่บุพการียังอยู่เราได้เชื่อฟังโอวาทมิให้ท่านต้องหม่นหมอง  ช่วยให้ท่านมีกินมีใช้มิให้ต้องอนาทร  อีกทั้งยังมีความพรั่งพร้อมด้วยความเคารพนับถือ  กตัญญูแลโดยมิขาดตกบกพร่อง  แต่เรากลับมิได้นำท่านไปสู่วิมุติสุข  มิได้นำท่านให้พ้นจากวังวนแห่งการเกิดตาย  ฉะนี้ก็ยังมิอาจถือว่าเป็นมหากตัญญูได้

                                                             ๓๑

     การสำรวมตนเพื่อฟื้นฟูจริยธรรมนั้น  แท้ก็คือการระงับกิเลสของตน  จะทำการใด ๆ ก็ล้วนอิงตามหลักแห่งฟ้าเป็นสรณะอยู่ทุกเวลา  และด้วยการไม่มองต่อทุกสิ่งที่ไม่สอดคล้องต่อจริยธรรม  ก็จะไม่ทำให้ถูกเย้ายวนใจจากวัตถุภายนอก  และด้วยการไม่ฟังต่อทุกสิ่งที่ไม่สอดคล้องต่อจริยธรรม ก็จะไม่ทำให้ถูกก่อกวนใจจากมธุรวาทที่รุมเร้า   และด้วยการไม่พูดต่อทุกสิ่งที่ไม่สอดคล้องต่อจริยธรรม   ก็จะทำให้ไม่ถูกแผ้วผลาญด้วยภัยทางวาจา  และด้วยการไม่ทำต่อทุกสิ่งที่ไม่สอดคล้องต่อจริยธรรม   การประกอบกิจใด ๆ ก็จะเที่ยงตรงไร้ลำเอียง  หากล้วนสามารถทำได้ทุกประการดังนี้แล้ว  อย่างน้อยก็จะทำให้ไม่เกิดภัยผลาญชั่วชีวิต  อย่างมากก็จะเป็นที่แซ่ซ้องของชนทั้งหล้าตราบนานเท่านาน

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
บทสำรวจตนเอง
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 25/02/2554, 04:20 »

                                                         ๓๒

        อันการรู้สำนึกเสียใจนั้น คือ มูลรากแห่งความดีแล คือ การฟื้นคืนแห่งความศรัทธาแล วิญญูชนจะมุ่งในความดีได้ด้วยอำนาจแห่งการสำนึก ส่วนทุรชนก็จำมิทำชั่วอย่างอหังการด้วยเดชแห่งการรู้สำนึกเช่นกัน และบาปอันใหญ่มหันต์ยิ่งเทียมฟ้า ก็ยากนักที่จะมีคำว่าสำนึกเสียใจ อันการสำนึกนั้น คือตัวแบ่งขอบเขตแห่งความดีความชั่วแล คือจุดพลิกผันแห่งความจริงใจและเสแสร้งแล คือเหตุปัจจัยแห่งเคราะภัยวาสนาแล

                                                         ๓๓

        ชะตาของคนเรานั้นได้ถูกกำหนดอยู่ในเงื้อมมือของตนเองทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีเพียงผู้ที่มีความมุ่งมั่นจึงจะบรรลุผลสู่ความสำเร็จนั้นได้ อย่างอริยชนเมธีเจ้าแต่อดีตที่มีความเป็นอยู่อันแร้นแค้นแสนลำเค็ญ  จำนวนก็มีมากมายจนสุดพรรณาได้สิ้น แต่สุดท้ายก็ปรากฏชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งปฐพีได้ ส่วนผู้ที่ร่ำรวยมีสกุลรุนชาติดีมาแต่กำเนิดนั้นเล่า ก็ใช่ว่าจะมีจำนวนน้อยเสียเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายก็ต้องตกอับคับที่ ชื่อเสียงปี้ป่นหม่นไหม้ก็ใข่น้อย ฤาหรือเหล่านี้ล้วนเพราะความดีชั่วแห่งชะตากำหนดอย่างนั้นหรือ ? มิใช่เลย หากเป็นเพราะการกระทำของตนเองต่างหาก ด้วยการบำเพ็ญสร้างสมคุณธรรมบารมีแห่งวิญญูชนนั้น ทั้งหมดล้วนมุ่งอยู่เพียงการอุทิศ โดยมิคิดฝันใฝ่มองหาผลลัพธ์ที่ได้ มีเพียงธำรงสายตาอันยาวไกลพินิจใคร่ครวญการแต่อดีตตราบจนปัจจุบัน ดำรงรักษาปณิธานอันมุ่งมั่น เจริญแบบอย่างอริยปราชญ์เมธา นำพาอุทิศเพื่อประชา จนมิมีสิ่งใดที่จะเป็นที่ละอายแก่ใจเกิดขึ้นได้อีก ท่านเหล่านั้นเพียงทุ่มเทอุทิศตามแต่หน้าที่แห่งมนุษย์ เชื่อฟังสดับพระเจตนาแห่งฟ้านภา  โดยมิได้สนใจถามไถ่เรื่องชะตาแต่อย่างใด

                                                         ๓๔

        การบำเพ็ญธรรมพึงมีความคิดเป็นของตนเองบ้าง อย่างเป็นประเภทอยู่กันอย่างสนุกสนานครึกครื้นที่เอาแต่กิน ๆ คุย ๆ ไหว้ ๆ แล้วก็เข้าใจว่านี่แหละคือการบำเพ็ญธรรม  หากเป็นเช่นนี้ก็ช่างเป็นการหลอกทั้งตัวเองและหลอกทั้งผู้อื่นแล้ว  ในวันหนึ่ง ๆ มี 24 ชั่วโมง นอกจากเวลาหลับนอนแล้ว กิริยา วาจา ห้วงคิดของเจ้านั้นได้สอดคล้องต่อธรรมะหรือไม่ ? สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เจ้าเองจะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ มิเช่นนั้น ที่เจ้าได้ชื่อว่าผู้บำเพ็ญธรรม ก็ช่างเป็นการหลอกลวงผู้คนโดยแท้

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
บทสำรวจตนเอง
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 25/02/2554, 04:46 »

                                                              ๓๕

        การบำเพ็ญธรรมพึงเป็นตัวของตัวเอง อันว่าเป็นตัวของตัวเองนั้นก็คือมิให้เจ้าต้องถูกยวยเย้าจากกาเมสิ่งสิน ความรัก ความใคร่ มิถูกจิกใช้จากยศศักดื์อำนาจ มิถูกดึงดูดจากโภคทรัพย์ฐานะ มิถูกกุมขังจากวังวนปัญหา สินทรัพย์น้ำใจ  มิยอมดูถูกคนที่ยากจนอ่อนแอ ไม่ริษยาคนที่มากด้วยสติปัญญาความรู้ (เมื่อเห็นดี พึงเอาอย่าง)  ไม่เยาะเย้ยถากถางคนที่โง่เขลาด้อยปัญญา มิฝังใจต่อความมากน้อยแห่งพระคุณหรือความแค้น ไม่ยึดมั่นในวาจาพาทีของผู้คน ไม่ตระหนกตกใจต่อการได้การเสีย  ไม่หวาดกลัวใจหายต่อการเป็นการตายอันเป็นวิญญูชนนั้น จะครองมั่นในกุศลธรมตราบชีพวายแต่หากเจ้าไม่เคารพอาจารย์ ไม่เทิดทูนธรรมะ ไม่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ไม่เกรงใจต่ออาวุโส ดูถูกต่อคุณธรรม  หยิ่งผยองต่อทุกสิ่ง  แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แล้วเข้าใจว่านี่คือการเป็นตัวของตัวเองแล้ว ฉะนี้คือการตกต่ำแล

                                                             ๓๖

        การบำเพ็ญธรรมหากมีความเป็นตัวของตัวเอง จึงจะมีหลักยืนของตนเองได้  หากอาวุโสหรือญาติธรรมมีอะไรที่ยังมิชอบ เจ้าก็อย่าได้สนใจ หากไปสนใจที่ความมิชอบของอาวุโสและญาติธรรมนั้นแล้ว เจ้าเองก็จะมีความมิชอบตามไป  กระทั่งทำให้จิตใจเจ้าต้องห่อเหี่ยวไร้กำลังใจ และมิอยากฟันใฝ่ต่อเรื่องบำเพ็ญการก้าวหน้า ซึ่งนี่ก็คือการกลบฝังขวางตนชัด ๆ   เจ้าพึงเข้าใจว่า หากวันหน้าอาวุโสและญาติธรรมต้องตกนรก เขาก็มิอาจดึงยุดเจ้าลงไปได้ หรือหากวันหน้าอาวุโสและญาตฺธรรมได้กลับคืนขึ้นนิพพาน เขาก็มิอาจดึงฉุดเจ้าได้เฉกเช่นเดียวกัน การที่อาวุโสและญาติธรรมมิอาจบรรลุได้ นั่นก็คือกรรมของเขา แล้วจะมีอะไรที่เกี่ยวกับเจ้าด้วยเล่า ? และการที่อาวุโสและญาติธรรมสามารถบรรลุได้ นั่นก็คือกฤดาธิการ (บารมีอันยิ่งที่ได้สร้างไว้แล้ว) ที่เขาได้สร้างสมไว้ แล้วจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเจ้าอีกด้วยหรือ ? การเกิดการตายของตน ตนต้องไปจัดการด้วยตน  เจ้ามิต้องไปยุ่งกับเรื่องราวของผู้อื่นหรอก ซึ่งตรงนี้ก็เข้าทำนองสุภาษิตที่ว่าไว้ว่า ใครทำใครได้  ใครมิทำใครก็ไร้  ไงหละ

ออฟไลน์ หนึ่งเดียว หลุดพ้น

  • Elder
  • มิตรนักธรรม
  • กระทู้: 6,382
บทสำรวจตนเอง
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 28/02/2554, 06:22 »
                                                      ๓๗

       พระพุทธอริยเจ้าแต่ละรุ่นเป็นต้นมา  ล้วนทรงเทศนาบรรยายธรรมนับหลายสิบปี อีกยังทรงฉุดช่วยเหล่าเวไนย์สัตว์เป็นจำนวนอีกนับไม่ถ้วน แต่พระองค์ก็มิทรงเคยอวดพระองค์เลยว่ามีบุญกุศลแม้เพียงน้อยนิด แล้วเจ้าจะมีบุญกุศลอะไรอีกหรือ ? ท่านซือจุนซือหมู่ทรงรับผิดชอบเป็นธรรมโฆษกแทนฟ้า ทรงรับงานปรกโปรดทั้งสามโลก  ทรงงานแห่งการเก็บสมบูรณ์ ก็ยังมิเคยตรัสว่าตนเองได้มีบุญกุศลสักนิด  แล้วเจ้ายังจะมีบุญกุศลอะไรอีกหรือ ? ฟ้าดินทรงประธานหิตานุหิต (ประโยชน์เกื้อกูลน้อยใหญ่) ประโยชน์ต่อสรรพสิ่งใต้หล้า ทรงชุบเลี้ยงสรรพสิ่งทั่วผืนพสุธา ก็ยังมิเคยได้ตรัสว่ามีบุญกุศลอย่างไรเลย แล้วเจ้าัยังจะมีบุญกุศลอะไรอีกหรือ ? หากเจ้าหลงตัวเองว่ามีบุญกุศล จะมิเป็นการละอายต่อพระบรรพจารย์ดอกหรือ ?

                                                      ๓๘

        ในคัมภีร์อี้จิงบันทึกไว้ว่า "บุญมิสร้างมิเลื่องลือ  บาปมิก่อมิม้วยมรณา" หากได้สร้างสมกุศลปฏิปทาได้อย่างมิหยุดหย่อน ความเกรียงไกรก็จักอุโฆษปรากฏโดยปริยาย  แต่หากความทรามมิรู้แก้ไข ทำโดยมิสนใจจะแก้ตัว ก็จักมีสักวันที่ต้องมีภัยแก่ตัวเป็นมั่นคง หากมองในแง่การประศาสนะแห่งประเพณีแล้ว อันว่าบุญคือ มิมีสิ่งใดดีเท่าการแก้ไขทุราจาร (ความประพฤติชั่วช้าเลวทรามในที่ซึ่งมิควร) เป็นประเสริฐ อันว่าบาปคือ มิมีสิ่งใดร้ายเท่ากับการปัดทิ้งคุณาวัตร (วัตรปฏิบัติที่ดีงาม) เป็นชั่ว  ดังนั้น วิญญูชนจะดีต่อความดีและชังต่อความเลว ส่วนการสร้างกุศลคุณความดีพึงกุศลานุวัต (คือการอนุวัตต่อกุศล หรือ ก้คือการน้อมนำปฏิบัติต่อสิ่งที่เป็นกุศลคุณความดี) อย่างรวดเร็วปานลมกรด คือเห็นโอกาสกุศลก็จงเร่งกระทำ มิพึงมีดำริคิดเพียงหยั่งดูท่าที ส่วนการขจัดสิ่งเลวร้าย ก็พึงธำรงอารมณ์เด็ดขาดประหนึ่งเคียดแค้นความชั่ว ที่จะมิยอมผ่อนผันกระทำผิดลงไปอย่างเด็ดขาด ดังสุภาษิตที่ว่าไว้ ครั้นสดับหนึ่งกุศลพจน์ ทัษนาหนึ่งกุศลวัตร ก็รีบรับนำปฏิบัติประหนึ่งเกรงว่าจะทำมิทัน หากสดับหนึ่งทรพจน์ ทัศนาหนึ่งทรวัตร ก็รีบหลีกห่างประหนึ่งว่าจะช้าเกินไป ดังนั้น มาตรว่าความดีนั้นจะเป็นเพียงเล็กน้อยอย่างไร แต่ก็จะน้อมปฏิบัติมิบิดพริ้ว แต่ความชั่วนั้นมาตรว่าจะใหญ่หรือเล็ก ก็จะมิหลวมตัวกระทำลงไปอย่างเด็ดขาด ในหนังสือสู่ฮั่น (สู่ หมายถึงดินแดนแถบมณฑลเสฉวน ฮั่น ราชวงศ์ฮั่น ที่พระเจ้าเล่าปี่ทรงสถาปนานับแต่ได้ราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ เนื่องจากอาณาบริเวณแห่งราชวงศ์ฮั่นตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ชนภายหลังจึงเรียกรัชกาลของพระเจ้าเล่าปี่ว่า สู่ฮั่น)  เจ้าเลี่ยตี้ (พระเกียรติประวัติแห่งพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งราชวงศ์สู่ฮั่น) บันทึกไว้ว่า "อย่าเพราะความดีนั้นเล็กน้อยแล้วมิยอมทำ อย่าเพราะความชั่วนั้นเล็กน้อยแล้วกระทำลงไป" ความหมายก็คือเช่นนี้นั่นเองแล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28/02/2554, 06:31 โดย jariya1204 »

Tags:
 

มหาปณิธาน

พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ (地藏王菩薩)

มหาปณิธานพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ (地藏王菩薩)

“...เพื่อหมู่สัตว์ทั้งหกภูมิผู้มีบาปทุกข์ ข้าพเจ้าจะใช้วิธีการต่างๆ ช่วยให้หลุดพ้นจนหมดสิ้น แล้วตัวข้าพเจ้าจึงจะสำเร็จพระพุทธมรรค”